ผลกระทบของการได้รับนมแม่โดยตรงจากเต้าต่อผลการตรวจคัดกรองการได้ยินของหูชั้นใน ของทารกแรกเกิดคลอดก่อนกำหนด
คำสำคัญ:
การคัดกรองการได้ยินในเด็กทารก, ความแม่นยำของการตรวจคัดกรองการได้ยิน, ดูดนมแม่โดยตรงจากเต้าต่อการตรวจคัดกรองการได้ยินบทคัดย่อ
วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาผลของการได้รับนมแม่โดยตรงจากเต้าต่ออัตราการตรวจคัดกรองการได้ยินด้วย DPOAE ผ่านหรือไม่ผ่าน (Pass/Refer) ในทารกแรกเกิดคลอดก่อนกำหนด เมื่อเทียบกับการเลี้ยงด้วยวิธีอื่น และประเมินความแม่นยำของการตรวจคัดกรองการได้ยินด้วย DPOAE ในการระบุภาวะสูญเสีย การได้ยินในทารกแรกเกิดคลอดก่อนกำหนดที่ได้รับนมแม่โดยตรงจากเต้าเปรียบเทียบกับการตรวจมาตรฐานทั่วไป
รูปแบบการวิจัย : การศึกษาแบบ Retrospective Cohort Study
วัสดุและวิธีการวิจัย : การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบ Retrospective Cohort Study โดยจะเปรียบเทียบผลการตรวจคัดกรองการได้ยินด้วย DPOAE ในทารกแรกเกิดคลอดก่อนกำหนดที่ได้รับนมแม่โดยตรงจากเต้ากับทารกที่เลี้ยงด้วยวิธีอื่น ประชากร: ทารกแรกเกิดคลอดก่อนกำหนดที่เข้ารับการตรวจ คัดกรองการได้ยินที่โรงพยาบาลขอนแก่น กลุ่มตัวอย่าง : ทารกแรกเกิดคลอดก่อนกำหนด โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม : กลุ่มที่ 1: ทารกที่ได้รับนมแม่โดยตรงจากเต้า กลุ่มที่ 2: ทารกที่เลี้ยงด้วยวิธีอื่น ขนาดกลุ่มตัวอย่าง : ขนาดกลุ่มตัวอย่างสำหรับการศึกษานี้มีผลตรวจ DPOAE ครั้งแรกเป็น Refer จำนวน 90 คน (แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 45 คน) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล แบบบันทึกข้อมูลการศึกษาโครงการ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หรือมัธยฐาน และพิสัยระหว่างควอร์ไทล์ การวิเคราะห์เชิงอนุมานใช้ Chi-square test หรือ Fisher's exact test โดยจะใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยกำหนดนัยสำคัญที่ 0.05
ผลการวิจัย : จากการศึกษา พบหลักฐานที่ชัดเจนว่าการให้นมแม่โดยตรงจากเต้ามีความสัมพันธ์กับการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของอัตราผลบวกลวง (False Positive) ในการตรวจคัดกรองการได้ยินด้วย Distortion Product Otoacoustic Emissions (DPOAE) และยังช่วยเพิ่มความแม่นยำของการตรวจในทารกแรกเกิดคลอดก่อนกำหนดอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มทารกที่ดูดนมจากเต้ามีอัตราการผ่านการตรวจ DPOAE ในครั้งที่สองสูงกว่าอย่างชัดเจน (95.6% เทียบกับ 77.8% ในกลุ่มอื่น) นอกจากนี้ กลุ่มที่ได้รับนมแม่โดยตรงจากเต้ายังแสดงค่าความจำเพาะ (Specificity) และความถูกต้อง (Accuracy) ที่สูงกว่า (97% เทียบกับ 80%) และมีอัตราผลบวกลวงที่ต่ำกว่ามาก (2.2% เทียบกับ 20%) ผลลัพธ์เหล่านี้จึงสนับสนุนสมมติฐานที่ว่า การดูดนมจากเต้าโดยตรงอาจเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยปรับปรุงความแม่นยำของการคัดกรองการได้ยินระยะแรกในกลุ่มทารกที่มีความเสี่ยง ซึ่งกลไกที่เป็นไปได้คือการส่งเสริมการทำงานของท่อยูสเตเชียน (Eustachian Tube) ให้ดีขึ้น และช่วยลดภาวะของเหลวคั่งชั่วคราวในหูชั้นกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สรุปและข้อเสนอแนะ : ผลการศึกษาได้ให้หลักฐานเชิงประจักษ์ที่สำคัญว่า วิธีการให้นม (โดยเฉพาะการดูดจากเต้าโดยตรง) เป็นปัจจัยที่มีผลต่อความแม่นยำของการตรวจคัดกรองการได้ยินด้วย DPOAE ในทารกคลอดก่อนกำหนด โดยมีกลไกทางสรีรวิทยาที่เป็นไปได้คือการช่วยปรับปรุงการทำงานของท่อยูสเตเชียนและลดความดันลบในหูชั้นกลาง ซึ่งส่งผลให้อัตราผลบวกลวงลดลง การค้นพบนี้มีนัยสำคัญเชิงปฏิบัติสำหรับการปรับปรุงกระบวนการคัดกรองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการบูรณาการข้อมูลด้านการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เข้าไปในการตีความผล การวางแผนตรวจซ้ำ และการตัดสินใจส่งต่อ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดของโปรแกรมคัดกรองการได้ยินทารกแรกเกิด นั่นคือ การวินิจฉัยที่แม่นยำและรวดเร็ว ลดความเครียดและทรัพยากรที่ใช้ไปโดยเปล่าประโยชน์ และส่งเสริมพัฒนาการที่ดีที่สุดของทารกทุกคน
เอกสารอ้างอิง
Halder A L, Mollah M A H, Baki M A, Khan S, Nahar J, Jasim S. The Sensitivity and Specificity of DPOAE (Distortion Product Otoacoustic Emission) Compared with ABR (Auditory Brain Stem Response Audiometry) in Neonatal Hearing Screening. Pediatric Oncall Journal. 2023:20(2):48–50.
Hunter L L, Davey C S, Kohtz A, Daly K A. Hearing screening and middle ear measures in American Indian infants and toddlers. International Journal of Pediatric Otorhinolaryngology. 2007;71(9):1429–38.
Bluestone C D. Impact of Evolution on the Eustachian Tube. Laryngoscope. 2008;118: 522-7.
Yeo S W, Park S N, Park Y S, Suh B D. Effect of middle-ear effusion on otoacoustic emissions. J Laryngol Otol. 2002;116(10):794-9.
Hall J W. Introduction to audiology today. Pearson; 2016.
Joint Committee on Infant Hearing. Year 2019 position statement: Principles and guidelines for early hearing detection and intervention programs. Journal of Early Hearing Detection and Intervention. 2019:4(2):1–44.
Norton S J, Widen J E. Evoked otoacoustic emissions and auditory brainstem responses in the universal newborn hearing screening program. In: Seewald R & Tharpe A M. Comprehensive handbook of pediatric audiology. Plural Publishing; 2010. p. 207–46.
Kei J, Allison-Levick J, Dockray J, et al. High-frequency (1000 Hz) tympanometry in normal neonates. Journal of the American Academy of Audiology. 2023;14(1):4–12.
Bluestone C D, Doyle W J. Anatomy and Physiology of Eustachian Tube and Middle Ear Related to Otitis Media. Journal of Allergy and Clinical Immunology. 1988;81:997-1003.
Brown C E, Magnuson B. On the Physics of the Infant Feeding Bottle and Middle Ear Sequela: Ear Disease in Infants can be Associated with Bottle Feeding. International Journal of Pediatric Otorhinolaryngology. 2000;54:13-20.
Tully S B, Bar-Haim Y, Bradley R L. Abnormal Tympanography after Supine Bottle Feeding. Journal of Pediatrics. 1995;126:S105-11.
Moral A, Bolibar I, Seguranyes G, Ustrell J M, Sebastiá G, Martínez-Barba C, et al. Mechanics of Sucking: Comparison between Bottle Feeding and Breastfeeding. BMC Pediatrics. 2010;10:6.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด
บทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวิจัย และพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด ถือเป็น ผลงานวิชาการ งานวิจัย วิเคราะห์ ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้ประพันธ์ กองบรรณาธิการไม่จําเป็นต้องเห็น ด้วยเสมอไป และผู้ประพันธ์จะต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง