การพัฒนาแนวทางการจัดบริการสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด

ผู้แต่ง

  • ดวงจัน ข่าขันมะลี โรงพยาบาลร้อยเอ็ด

คำสำคัญ:

งานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์, แนวทางปฏิบัติ, การทำงานร่วมกันระหว่างวิชาชีพ, โรงพยาบาลร้อยเอ็ด

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาสภาพปัญหา พัฒนาแนวทาง และ ประเมินผลการใช้การจัดบริการสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ (REH-MSW Model)

รูปแบบการวิจัย : เป็นการวิจัยเชิงพัฒนา (Developmental Research)

วัสดุและวิธีการวิจัย : ดำเนินการระหว่างมกราคม-พฤศจิกายน 2568 เก็บข้อมูลในระยะทดลองใช้ระหว่างวันที่ 11 กันยายน ถึง 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 กลุ่มตัวอย่างใช้วิธีเลือกแบบเฉพาะเจาะจงและสำรวจประชากรทั้งหมด (Total Population Sampling) ประกอบด้วย นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ 5 คน และพยาบาลวิชาชีพ (หัวหน้าหอผู้ป่วย) 43 คน เครื่องมือที่ใช้คือ คู่มือแนวทางการจัดบริการสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ (IOC = 0.91) และแบบสอบถามเพื่อประเมินระดับการปฏิบัติและความพึงพอใจ (ค่าความเชื่อมั่น Cronbach's α รวม 0.80) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติอนุมาน (Independent t-test) และเปรียบเทียบก่อน-หลัง (Paired t-test)

ผลการวิจัย: พบช่องว่างเชิงระบบหลัก 3 ประการคือ การส่งต่อที่ไม่เป็นมาตรฐาน การบันทึกข้อมูลไม่ต่อเนื่อง และปัญหาการประสานงานนอกเวลา ("Holiday Contact Gap") แนวทาง REH-MSW Model ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก (การคัดกรอง, มาตรฐาน SOPs 5 ขั้นตอน, การบันทึกและการสื่อสาร, การประสานงานและการดูแลต่อเนื่อง) หลังการใช้แนวทางพบว่า ผลลัพธ์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Paired t-test, p<.001) โดยอัตราการใช้เกณฑ์การส่งต่อมาตรฐานเพิ่มเป็นร้อยละ 92 อัตราความสำเร็จในการติดต่อเคสฉุกเฉินวันหยุดเป็นร้อยละ 95 และร้อยละความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาทางสังคมเพิ่มเป็นร้อยละ 88 คะแนนความพึงพอใจโดยรวมของผู้ป่วย/ญาติอยู่ที่ 4.70/5.00 และความพึงพอใจของบุคลากรต่อการใช้แนวทางฯ อยู่ในระดับสูงมากถึงสูงที่สุด (Mean> 4.60)

สรุปและข้อเสนอแนะ: แนวทาง REH-MSW Model ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการเป็น "สะพานเชื่อม" และแก้ไขปัญหาช่องว่างเชิงระบบ ส่งผลให้คุณภาพการบริการและผลลัพธ์ต่อผู้ป่วยดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจึงควรประกาศใช้แนวทางฯ เป็นมาตรฐานการปฏิบัติงาน (SOP) ทันที และบูรณาการเข้าสู่ระบบ EMR/HIS เพื่อความยั่งยืน

เอกสารอ้างอิง

American Hospital Association. Role of Social Workers in Health Care. [Provide detailed source information upon publication]; 2016.

กลุ่มงานสังคมสงเคราะห์, โรงพยาบาลร้อยเอ็ด. รายงานสรุปผลการดำเนินงาน กลุ่มงานสังคมสงเคราะห์ ปี 2567. จังหวัดร้อยเอ็ด; 2567.

สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน). มาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ ฉบับเฉลิมพระเกียรติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี (ฉบับปรับปรุงใหม่). นนทบุรี: สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน); 2562.

พรเพ็ญ ฐีระเวช, กรรณิกา ม่วงมณี, สุชาดา ชินะจิต. การประเมินผลการดำเนินงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย; 2558.

กระทรวงสาธารณสุข. คู่มือการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ โรงพยาบาลสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. พิมพ์ครั้งที่ 1. กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข; 2565.

Alonazi A B, Almansour A M, Alghunaim M. The effectiveness of screening tools for social determinants of health: a systematic review. J Public Health. 2021;43(2):e207–216.

D' Angelo V. Addressing social determinants of health in the hospital: a systematic review of social care interventions. Health Soc Care Community. 2021;29(1):e1–10.

Rudd RE, Phelan JC. Social determinants of health: a critical perspective on health equity. Health Educ Res. 2020;35(1):1–12.

HA Standards. มาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ (ฉบับที่ 5). สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน); 2021.

Vestergaard J, Heinonen A. Interprofessional collaboration and communication in hospital social work: a scoping review. J Soc Work Pract. 2020;34(3):295–310.

Shaw EK. Interprofessional Collaboration in Health Care: Evidence and Frameworks for Action. Geneva: World Health Organization (WHO); 2011.

วันทนีย์ วาสิกะสิน. นักสังคมสงเคราะห์กับงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์; 2530.

คณะกรรมการพัฒนางานสังคมสงเคราะห์ในโรงพยาบาลและคณะ. หนังสือมาตรฐานการประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์. พิมพ์ครั้งที่ 1. สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์; 2565.

Thyer BA. Evidence-Based Practice in Social Work: A Critical Stance. Routledge; 2019.

National Association of Social Workers (NASW). Standards for Social Work Practice in Health Care Settings. Washington, DC: NASW Press; 2015.

World Health Organization (WHO). Framework for Action on Interprofessional Education and Collaborative Practice. Geneva: WHO; 2010.

Coleman EA, Boult C. Improving the quality of transitional care for persons with complex care needs. J Am Geriatr Soc. 2003;51(9):1334–5.

Moxley DP. The Practice of Case Management. Sage Publications; 2011.

Rehabilitation Standards. มาตรฐานการบริการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์. (อ้างอิงถึงหลักการ patient-centered care และ comprehensive care); 2018.

น้ำลิน เทียมแก้ว. ความพึงพอใจในการใช้บริการคลินิกทันตกรรมเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร [วิทยานิพนธ์]. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์; 2561.

อทิตยา วิมลเมือง. ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการต่อการให้บริการของศูนย์บริการสาธารณสุขเทศบาลนครขอนแก่น [รายงานการวิจัย]. ขอนแก่น: มหาวิทยาลัยขอนแก่น; 2562.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

เผยแพร่ 2026-01-07 — ปรับปรุง 2026-01-11

เวอร์ชัน

รูปแบบการอ้างอิง

1.
ข่าขันมะลี ด. การพัฒนาแนวทางการจัดบริการสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด . J Res Health Inno Dev [อินเทอร์เน็ต]. 11 มกราคม 2026 [อ้างถึง 12 มกราคม 2026];7(1):102-17. available at: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/285159

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความต้นนิพนธ์