การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุเพื่อป้องกันการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน จากการได้รับสารทึบรังสีในผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิด STEMI ที่ได้รับการรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวดค้ำยัน โดยการมีส่วนร่วมของทีม บริบทโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์

ผู้แต่ง

  • สุเพียร โภคทิพย์ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี
  • นาฎอนงค์ เสนาพรหม โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี
  • แจ่มจันทร์ พวงจันทร์ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี
  • ปัตฑมา ภิรมย์เกสร โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี

คำสำคัญ:

ไตวายเฉียบพลันจากการได้รับสารทึบรังสี, ผู้สูงอายุ, โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิด STEMI, รูปแบบการดูแล

บทคัดย่อ

ผู้สูงอายุโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันที่พบการยกตัวสูงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจช่วง ST (ST segment elevation myocardial infarction, [STEMI]) และได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวดค้ำยัน มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันหลังได้รับสารทึบรังสี (Contrast induced nephropathy [CIN]) และเสี่ยงต่อการเสียชีวิต การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุเพื่อป้องกันการเกิด CIN โดยการมีส่วนร่วมของทีม วิธีดำเนินการวิจัย 4 ระยะประกอบด้วย การทบทวนสถานการณ์ การพัฒนารูปแบบการดูแล การปฏิบัติตามแผน และการสะท้อนการปฏิบัติ กลุ่มตัวอย่างคือพยาบาลวิชาชีพ ทีมสหสาขาวิชาชีพและผู้สูงอายุ STEMI เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ สนทนากลุ่มและการสังเกต วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ความถี่  ร้อยละ สถิติไคสแคว์และการวิเคราะห์เนื้อหาสำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ  

ผลการวิจัย: ผลการวิจัยวงรอบที่1 ก่อนพัฒนาพยาบาลส่วนใหญ่มีการรับรู้และเห็นความสำคัญการดูแลผู้สูงอายุแต่ยังขาดแนวทางการป้องกัน CIN ในผู้สูงอายุ STEMI การทบทวนเวชระเบียนจำนวน 30 ฉบับพบว่าผลการทบทวน ผ่านเกณฑ์ต่ำเพียง 2 ฉบับ (ร้อยละ 6.66)  ผู้ป่วยเกิด CIN และได้รับการฟอกเลือด (Hemodialysis [HD]) ปี พ.ศ. 2563 จำนวน 18 รายและในจำนวนนี้เสียชีวิต 13 ราย (ร้อยละ 72.20) คืนข้อมูลแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง และหาแนวทางแก้ไขโดยให้ความรู้เพื่อสร้างความตระหนักและพัฒนาแนวทางโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ ตาม ASKME model ผ่านการตรวจสอบความตรงโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่านได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.79  ทีมผู้วิจัยนำสู่การปฏิบัติและนิเทศติดตามโดยหัวหน้าหอผู้ป่วยหลังใช้ระยะแรกมีการประเมินความเสี่ยงที่เป็นรูปธรรมแต่ไม่ต่อเนื่อง การพัฒนาวงรอบที่ 2  ปรับแนวทางการประเมินความเสี่ยง CIN โดยประเมินผ่าน google form หลังปรับรูปแบบการประเมินพบว่าบุคลากรมีการประเมินความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นแต่ยังปฏิบัติได้น้อยเรื่องการคำนวณสารทึบรังสี นำสู่การพัฒนาวงรอบที่ 3 ปรับแนวทางการสั่งใช้สารทึบรังสีและพัฒนาระบบติดตาม CIN โดยทีมสหสาขา การประเมินผล บุคลากรมีความตระหนักและมีระบบในการป้องกัน Post-PCI CIN ในผู้สูงอายุ ผลการทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยสูงอายุที่ทำ PCI พบว่าผู้สูงอายุจำนวน 28 คนได้รับการดูแลเพื่อป้องกันการเกิด CIN คะแนนผ่านเกณฑ์เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 91.4  โดยเฉพาะเรื่องการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิด CIN ผลลัพธ์การพัฒนา ปี พ.ศ. 2564 พบผู้สูงอายุ STEMI เกิด Post-PCI CIN และได้รับ HD  10 ราย เสียชีวิต 6 ราย (ร้อยละ 60) ปี พ.ศ. 2565 พบ 8 รายเสียชีวิต 3 ราย (ร้อยละ 37.5)  การพัฒนานี้ ทำให้มีรูปแบบการเฝ้าระวังและป้องกันการเกิด CIN  ในผู้สูงอายุที่ดี ซึ่งมีแนวโน้มที่จะทำให้ผู้สูงอายุมีความปลอดภัย

เอกสารอ้างอิง

Mehta RL, Kellum JA, Shah SV, Molitoris BA, Ronco C, Warnock DG, et al. Acute Kidney Injury Network: report of an initiative to improve outcomes in the acute kidney injury. Crit Care 2007;11:R31. doi: 10.1186/cc5713.

KDIGO. KDIGO Clinical practice guideline for acute kidney injury . Official Journal of The International Society of Nephrology 2012;2:1-141.

Leistner DM, Münch C, Steiner J, Erbay A, Riedel M, Gebhard C, et al. Impact of acute kidney injury in elderly (≥80 years) patients undergoing percutaneous coronary intervention. J Interv Cardiol 2018;31:792-8. doi: 10.1111/joic.12547.

Ni Z, Liang Y, Xie N, Liu J, Sun G, Chen S, et al. Simple pre-procedure risk stratification tool for contrast–induced nephropathy. J Thorac Dis 2019;11:1597-610. doi: 10.21037/jtd.2019.04.69.

จำเนียร พัฒนจักร, อรุณศรี แสนเมือง, ทรงศักดิ์ เกียรติชูสกุล. ภาวะแทรกซ้อนจากการทำหัตถการตรวจสวนหลอดเลือดหัวใจและหัตถการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจผ่านสายสวน: เรื่องสำคัญสำหรับพยาบาลเฉพาะทางโรคหัวใจและหลอดเลือด. วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม 2562;16:50-61.

โสภิดา จันทร์สด. สถิติข้อมูลจากห้องตรวจสวนหัวใจโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี. อุบลราชธานี; โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์; 2564.

ผ่องพรรณ อรุณแสง. การบันทึกกระบวนการพยาบาลผู้สูงอายุ. ขอนแก่น: คลังนานาวิทยา; 2548.

เกษราวัลณ์ นิลวรางกูร. การวิจัยเชิงปฏิบัติการพยาบาลชุมชน. ขอนแก่น: คลังนานาวิทยา; 2558.

Ackley, Ladwig, Swan, Tucker. Evidence-based Nursing Care Guidelines Medical –Surgical Interventions. St. Louis: Mosby, Inc; 2008.

Mehran R, Aymong ED, Nikolsky E, Lasic Z, Iakovou I, Fahy M, et al. A Simple Risk Score for Prediction of Contrast-Induced Nephropathy After Percutaneous Coronary Intervention: Development and Initial Validation. J Am Coll Cardiol 2004;44:1393-9.

Lambert P, Chaisson K, Horton S, Petrin C, Marshall E, Bowden S, et al. Reducing Acute kidney injury Due to Contrast Material: How Nurse Can Improve Patient Safety. Crit Care Nurse 2017;37:13-26.

ทวิรัตน์ โคสะสุ, บุษบง อาษากิจ, สุวภัทร์ ผ่องจิตร, ปรมินทร์ สันติทฤษฎีกร. อุบัติการณ์เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันที่เกิดขึ้นภายหลังได้รับสารทึบรังสีหลังการใช้แบบประเมินความเสี่ยงในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะ 3-5 ก่อนได้รับการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์โดยการฉีดสารทึบรังสีในแผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช. วารสารการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ 2566;30:36-46.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2025-05-31

รูปแบบการอ้างอิง

1.
โภคทิพย์ ส, เสนาพรหม น, พวงจันทร์ แ, ภิรมย์เกสร ป. การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุเพื่อป้องกันการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน จากการได้รับสารทึบรังสีในผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิด STEMI ที่ได้รับการรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวดค้ำยัน โดยการมีส่วนร่วมของทีม บริบทโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์. J Health Sci BCNSP [อินเทอร์เน็ต]. 31 พฤษภาคม 2025 [อ้างถึง 14 มกราคม 2026];9(2):e268082 . available at: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/268082

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย