ผลของการใช้นวัตกรรมอะโรม่าฮักลดการปวด: กรณีศึกษาอาการปวดกล้ามเนื้อ วัยเรียนและวัยทำงาน
คำสำคัญ:
อาการปวดกล้ามเนื้อ, การประคบร้อน, สมุนไพรไทย, ออฟฟิศซินโดรม, ถุงประคบร้อนอะโรม่าฮักบทคัดย่อ
ความเป็นมา: อาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืดเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในกลุ่มคนวัยเรียนและวัยทำงาน การประคบร้อนร่วมกับการใช้สมุนไพรเป็นทางเลือกหนึ่งในการลดอาการปวด งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบอาการปวดกล้ามเนื้อหลังที่เกิดจากออฟฟิศซินโดรมของกลุ่มวัยเรียนและวัยทำงานก่อนและหลังการใช้ถุงประคบร้อน Aroma Hug และศึกษาความพึงพอใจต่อการใช้ถุงประคบร้อน Aroma Hug
วิธีดำเนินการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาและบุคลากรในวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ได้รับเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า จำนวน 31 ราย เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย นวัตกรรมถุงประคบร้อน Aroma Hug แบบประเมินความปวดก่อนและหลังการใช้ แบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบคะแนนความปวดระหว่างช่วงเวลาด้วยสถิติความแปรปรวนแบบวัดซ้ำทางเดียว (One-way Repeated Measures ANOVA) และเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธี Bonferroni
ผลการวิจัย: ก่อนการทดลอง กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีอาการปวดกล้ามเนื้อหลังระดับปานกลาง (ร้อยละ 70.97) ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำโดยใช้การแก้ไขของ Greenhouse-Geisser พบว่าคะแนนความปวดมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างช่วงเวลาที่วัด (F = 114.52, df = 2.13, 63.90, p < .001, partial η² = .79) การเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธี Bonferroni พบว่าคะแนนความปวดหลังการใช้ 15, 30 และ 60 นาที ลดลงกว่าก่อนใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .0083 ทุกคู่) โดยค่าเฉลี่ยความแตกต่าง (Mean Difference) มากที่สุดที่ 60 นาที เท่ากับ 3.19 คะแนน (95% CI: 2.30–4.08, Cohen's d = 2.93) รองลงมาคือ 30 นาที เท่ากับ 2.10 คะแนน (95% CI: 1.31–2.89, Cohen's d = 1.93) และ 15 นาที เท่ากับ 1.36 คะแนน (95% CI: 0.65–2.07, Cohen's d = 1.25) ตามลำดับ ความพึงพอใจโดยรวมต่อการใช้ถุงประคบร้อน Aroma Hug อยู่ในระดับมาก (M = 4.34, SD = 0.83)
สรุป: ถุงประคบร้อน Aroma Hug เป็นนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพในการลดอาการปวดกล้ามเนื้อหลังที่เกิดจากออฟฟิศซินโดรม ใช้งานง่าย เหมาะสมสำหรับกลุ่มวัยเรียนและวัยทำงานในการนำไปใช้บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อหลังด้วยตนเอง
เอกสารอ้างอิง
Duenas M, Ojeda B, Salazar A, Mico JA, Failde I. A review of chronic pain impact on patients, their social environment and the health care system. J Pain Res 2016;9:457–67.
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. Office Syndrome [อินเทอร์เน็ต]. 2568 [เข้าถึงเมื่อ 20 มิ.ย. 2569]. เข้าถึงได้จาก: https://ddc.moph.go.th/uploads/ckeditor2//files/Office%20Syndrome.pdf
กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. พิชิตออฟฟิศซินโดรม ทางออกสำหรับคนวัยทำงานยุคดิจิทัล [อินเทอร์เน็ต]. 2568 [เข้าถึงเมื่อ 31 มี.ค. 2569]. เข้าถึงได้จาก: https://pr.moph.go.th/online/index/news/321318
ไทยพีบีเอส (Thai PBS). โรคออฟฟิศซินโดรม ปีเดียว 4.8 แสนคน เช็กสัญญาณเตือน [อินเทอร์เน็ต]. 2568 [เข้าถึงเมื่อ 20 มิ.ย. 2569]. เข้าถึงได้จาก: https://www.thaipbs.or.th/news/content/348477
ชลลดา โต๊ะสิงห์, ชนิกานต์ จันทรเก, ชมพูนุช เทียนคำ, ชลดา ปะนาโท, ชลธิชา พงพันนา, ชลธี วัฒนะพล, และคณะ. การศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องที่ส่งผลต่อการเกิดการปวดหลังส่วนล่าง บ่าไหล่และคอของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 รุ่นที่ 39 วิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม. วารสารวิจัยนวัตกรรมและหลักฐานเชิงประจักษ์ทางสุขภาพ 2566;2:23-34.
กชมน อินทร์บัว. การเปรียบเทียบประสิทธิผลของการตอกเส้นและการเช็ดแหกเพื่อบรรเทาอาการของโรคออฟฟิศซินโดรม [อินเทอร์เน็ต]. 2565 [เข้าถึงเมื่อ 20 มี.ค. 2569]. เข้าถึงได้จาก: https://share.google/dcHRdoVWxluYRTzw9
วิศิษฎ์ เนติโรจนกุล. ผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (เปลี่ยนน้อยนิดพิชิตออฟฟิศซินโดรม) ต่ออาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณคอบ่าไหล่และหลังส่วนล่างของบุคลากรที่ทำงานในสำนักงาน โรงพยาบาลนครปฐม. วารสารแพทย์ เขต 4-5 2565;41:1-14.
ภควัต ไชยชิต. การศึกษาผลของการนวดไทยแบบราชสำนักต่อองศาการเคลื่อนไหวคอในผู้ป่วยออฟฟิศซินโดรมโรงพยาบาลขอนแก่น [วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ]. ขอนแก่น: มหาวิทยาลัยขอนแก่น; 2564.
พรรณกาญจน์ พรมตัน, วานีตา ยีมะยี, อารยา ข้อค้า. ผลการประคบร้อนด้วยถุงถั่วเขียวสมุนไพรในกลุ่มบุคคล ที่มีอาการปวดเมื่อย. วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์ 2563;20:90-100.
สายสุนีย์ คนสนิท, พัชรินทร์ พรหมเผ่า, จักรพันธ์ ฮ่องลึก, ธนวัฒน์ ยอดถี, อรุณรัตน์ ศรีทะวงษ์.ผลของเจลประคบร้อน (UP Gel pack) ต่ออาการปวดและความยืดหยุ่นบริเวณจุดกดเจ็บชนิดแฝงเร้นของกล้ามเนื้อบ่า. วารสารการแพทย์และสาธารณสุขเขต 4 2566;13:86-94.
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. ฐานข้อมูลสมุนไพร [อินเทอร์เน็ต]. 2567 [เข้าถึงเมื่อ 21 มิ.ย. 2569]. เข้าถึงได้จาก: https://phar.ubu.ac.th/herb-DetailThaicrudedrug/60
Nassr GNM, Vitzel KF, Poblete NJ, Leon PF, Sanchez PB. Heat transfer by three types of Hot pack disapplication on the flexibility of the lower back: a randomized Controlled trial. Fisioter Pesqui 2016; 23:201-9.
ประภัสสร ชาติประสพ, จุฑาภรณ์ เนตรโพธิ์แก้ว. การเปรียบเทียบประสิทธิผลการรักษาระหว่างการประคบด้วยแผ่นร้อนและแผ่นเย็น หลังการบำบัดด้วยคลื่นช็อคชนิดเรเดียลในผู้ป่วยที่มีกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อ และพังพืดของกล้ามเนื้อทราพิเซียส. วารสาร Mahidol R2R e-Journal 2564;8:98-108. doi: 10.14456/jmu.2021.38
Michlovitz SL, Behrens BJ. Physical agents: theory and practice. 3rd ed. Philadelphia: F.A. Davis; 2014.
Vickers A. Massage and Aromatherapy: A Guide for Health Professionals. London: Chapman&Hall; 1996.
ณิชาภา พาราศิลป์, ศิรินทิพย์ คําฟู, อรรจน์มน ธรรมไชย. การเปรียบเทียบผลของแผ่นประคบร้อนสมุนไพรไทยและแผ่นประคบร้อนในการรักษาผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง: การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม. ศรีนครินทร์เวชสาร 2560;32;372–8.
ชลธิชา เทศนอก, ฐานิกา วารีย์, ฐานิดา สิทธิคํา, ฐิติยา คําพันธ์, ณัฐฐิชา คําเชียง, ณัฐธยาน์ ยศทะศรี, และคณะ. ประสิทธิผลของเข็มขัดสมุนไพรประคบร้อนเพื่อลดอาการปวดหลังส่วนล่างของเจ้าหน้าที่สายสนับสนุนวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี. วารสารวิจัยนวัตกรรมและหลักฐานเชิงประจักษ์ทางสุขภาพ 2567;4:1-12.
พรรณกาญจน์ พรมตัน, วานีตา ยีมะยี, อารยา ข้อค้า. ผลการประคบร้อนด้วยถุงถั่วเขียวสมุนไพรในกลุ่มบุคคล ที่มีอาการปวดเมื่อย. วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์ 2563;20:90-100.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ และคณาจารย์ท่านอื่นๆ ในวิทยาลัยพยาบาลฯ ความรับผิดชอบเกี่ยวกับบทความแต่ละเรื่องผู้เขียนจะรับผิดชอบของตนเอง
