การพยาบาลผู้คลอดที่มีภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ชนิดรุนแรงร่วมกับภาวะน้ำท่วมปอด : กรณีศึกษา
Main Article Content
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการพยาบาลผู้คลอดที่มีภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ชนิดรุนแรงร่วมกับภาวะน้ำท่วมปอด กรณีศึกษา 2 ราย และเพื่อใช้ผลการศึกษาเป็นแนวทางในการให้การพยาบาลผู้คลอดที่มีภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ชนิดรุนแรงร่วมกับภาวะน้ำท่วมปอดอย่างมีประสิทธิภาพ
วิธีการศึกษา : การศึกษาเปรียบเทียบกรณีศึกษา 2 ราย ของผู้คลอดที่มีภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ชนิดรุนแรงร่วมกับภาวะน้ำท่วมปอด ที่เข้ารับการรักษาที่แผนกห้องคลอด โรงพยาบาลกระบี่ ระหว่างเดือน พฤศจิกายน 2566 - กันยายน 2567 เก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนผู้คลอด และเปรียบเทียบกรณีศึกษาผ่านการใช้กระบวนการพยาบาล
ผลของการศึกษา : กรณีศึกษาที่ 1 เป็นหญิงไทยอายุ 36 ปี มารดาครรภ์ที่ 2 มีประวัติความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ชนิดรุนแรงในครรภ์ก่อนได้รับการผ่าตัดคลอดก่อนกำหนดเนื่องจากไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้ มีความดันโลหิตสูง มีอาการหายใจเหนื่อย ไอ มีเสมหะ ฟังปอดมีเสียง Crepitation มีภาวะน้ำท่วมปอด ต้องได้รับการผ่าตัดคลอดฉุกเฉินและได้รับการดูแลในหอผู้ป่วยวิกฤต กรณีศึกษาที่ 2 หญิงไทยอายุ 22 ปี ตั้งครรภ์แรก มีอาการปวดศีรษะ ตาลาย บ้านหมุนและจุกแน่นบริเวณใต้ลิ้นปี่ มีอาการเจ็บครรภ์ไป โรงพยาบาลชุมชน และได้ส่งต่อมายัง โรงพยาบาลกระบี่ด้วยภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ชนิดรุนแรง ขณะรับไว้รักษาที่โรงพยาบาลกระบี่ มีความดันโลหิตสูง มีอาการจุกแน่นใต้ลิ้นปี่ มีปัสสาวะออกน้อย หายใจเหนื่อย ตาลาย ฟังปอดมีเสียง Crepitation ต้องได้รับการผ่าตัดคลอดฉุกเฉินและได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดในหอผู้ป่วยวิกฤต ซึ่งผู้คลอดทั้ง 2 ราย มีภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ชนิดรุนแรงร่วมกับภาวะน้ำท่วมปอดเหมือนกันแต่มีความแตกต่างกันในเรื่องอาการและอาการแสดง ความรุนแรงของโรคและความซับซ้อนของปัญหา
สรุป : การรักษาของแพทย์และการพยาบาลแบบองค์รวม ทำให้ผู้คลอดทั้ง 2 ราย ได้รับการดูแลในภาวะวิกฤตที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ตั้งแต่ระยะก่อน ระหว่าง และหลังคลอดตลอดจนถึงวางแผนการจำหน่าย ทำให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ บรรลุเป้าหมายลูกเกิดรอด แม่ปลอดภัย การพยาบาลใช้กระบวนการพยาบาล เน้นการประเมินความเสี่ยงอย่างละเอียด การตรวจร่างกายอย่างละเอียด การเฝ้าระวังติดตามสัญญาณชีพและอาการแสดงของภาวะแทรกซ้อน รวมถึงการทำงานร่วมกันในทีมสหสาขาวิชาชีพ มีบทบาทสำคัญในการลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนและ
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนิพนธ์ต้นฉบับจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 2 ท่าน แบบผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review) และการตีพิมพ์บทความซ้ำต้องได้รับการอนุญาตจากกองบรรณาธิการเป็นลายลักษณ์อักษร
ลิขสิทธิ์
ห้ามนำข้อความทั้งหมดหรือบางส่วนไปพิมพ์ เว้นว่าได้รับอนุญาตจากโรงพยาบาลเป็นลายลักษณ์อักษร
ความรับผิดชอบ
เนื้อหาต้นฉบับที่ปรากฏในวารสารเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียน ทั้งนี้ไม่รวมความผิดพลาดอันเกิดจากเทคนิคการพิมพ์
เอกสารอ้างอิง
American College of Obstetricians and Gynecologists. Gestational hypertension and preeclampsia: ACOG practice bulletin, number 222. Obstet Gynecol. 2020;135(6):e237–60.
Magee LA, von Dadelszen P, Stones W, Mathai M. *The FIGO textbook of pregnancy hypertension: an evidence-based guide to monitoring, prevention and management*. London: The International Federation of Gynecology and Obstetrics; 2020.
Khan KS, Wojdyla D, Say L, Gülmezoglu AM, Van Look PF. WHO analysis of causes of maternal death: a systematic review. Lancet. 2006;367(9516):1066–74.
Dennis AT, Solnordal CB. Acute pulmonary oedema in pregnant women. Anaesthesia. 2012;67 (6):646–59.
รัชนี ศรีไชย. ความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีมวลกายและภาวะความดันโลหิตสูงในหญิงตั้งครรภ์. วารสารพยาบาลศาสตร์. 2562;37(3):112-23.
ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลสตรีตั้งครรภ์ที่มีความดันโลหิตสูงและภาวะครรภ์เป็นพิษ. กรุงเทพฯ: ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย; 2566.
จิตรา วงษ์สุวรรณ. ความดันโลหิตสูงในสตรีตั้งครรภ์. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำกัดเรือนแก้วการพิมพ์; 2563.
สถาบันมารดาและทารก กรมอนามัย. แนวทางการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีความดันโลหิตสูงและครรภ์เป็นพิษ. กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข; 2565.
วิทยา จันทร์ดา. จิตวิทยาสุขภาพสำหรับการพยาบาล. ขอนแก่น: คลังนานาวิทยา; 2561.
วิชัย เอกพลากร. โรคหัวใจและหลอดเลือด. ใน: คณาจารย์ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, บรรณาธิการ. ตำราอายุรศาสตร์ เล่ม 2. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2561. น. 1150–65.