ผลของการใช้แนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอดมารดาคลอดปกติ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

Main Article Content

นิศานาถ โอ่ทอง

บทคัดย่อ

การตกเลือดหลังคลอดเป็นภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมที่เป็นสาเหตุการตายของมารดาที่สำคัญทั้งในระดับประเทศ และนานาชาติ จากข้อมูลโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเวียงสระ ปี พ.ศ. 2564–2566 พบอัตราการตกเลือดหลังคลอดปกติร้อยละ 7.3, 5.7 และ 5.4 ตามลำดับ ซึ่งยังไม่ผ่านเกณฑ์คุณภาพ มักเกิดจากการหดรัดตัวของมดลูกไม่ดี ภาวะรกค้าง และการฉีกขาดของช่องทางคลอด งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลการใช้แนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอด โดยประยุกต์ใช้กรอบการพัฒนาคุณภาพ PDCA การวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ (1) การวิเคราะห์สถานการณ์ โดยทบทวนเวชระเบียนและประชุมระดมสมองทีมพยาบาลห้องคลอดเพื่อระบุปัญหาและโอกาสพัฒนา (2) การพัฒนาแนวทางปฏิบัติ โดยปรับแบบประเมินความเสี่ยง ปรับแนวทางการดูแล และพัฒนาระบบการส่งต่อข้อมูล และ (3) การประเมินผล ประชากรคือพยาบาลวิชาชีพห้องคลอด 6 คน และมารดาหลังคลอดปกติ 40 คน ที่ได้รับการดูแลตามระบบในช่วงพฤศจิกายน 2567 – กรกฎาคม 2568 เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามความคิดเห็นและความพึงพอใจของพยาบาล และแบบประเมินการปฏิบัติ รวมทั้งแบบบันทึกอุบัติการณ์ตกเลือดหลังคลอด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการเปรียบเทียบอัตราก่อน–หลังการใช้แนวทาง
ผลการวิจัยพบว่า พยาบาลวิชาชีพสามารถปฏิบัติตามแนวทางได้ถูกต้องในระดับมาก ร้อยละ 85 ความพึงพอใจ ต่อการใช้แนวทางอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย = 3.0 และอัตราการตกเลือดหลังคลอดลดลงจากร้อยละ 6.8 ก่อนใช้แนวทาง เหลือร้อยละ 3.2 หลังใช้แนวทาง ไม่พบภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ช็อกจากการเสียเลือดหรือการตัดมดลูก

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
1.
โอ่ทอง น. ผลของการใช้แนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอดมารดาคลอดปกติ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี. Kb. Med. J. [อินเทอร์เน็ต]. 20 มกราคม 2026 [อ้างถึง 5 กุมภาพันธ์ 2026];8(2). available at: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/KBJ/article/view/282313
ประเภทบทความ
นิพนธ์ต้นฉบับ

เอกสารอ้างอิง

World Health Organization. Trends in maternal mortality 2000 to 2023: Estimates by WHO, UNICEF, UNFPA, World Bank Group and the United Nations Population Division. Geneva: WHO.2023.

กระทรวงสาธารณสุข. รายงานสถานการณ์อนามัยแม่และเด็ก เขตสุขภาพที่ 11 ปีงบประมาณ 2565. กรุงเทพมหานคร: สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์.2025.

ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย. แนวทางการป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอด (Guidelines for prevention of postpartum hemorrhage). กรุงเทพมหานคร: ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย.2566.

ศิริภรณ์ ปิ่นโพธิ์, และสมพร วัฒนนุกูลเกียรติ. การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อการป้องกันและแก้ไขภาวะตกเลือดระยะ 2–24 ชั่วโมงหลังคลอด. วารสารการพยาบาลศาสตร์. 2566;41(3), 112–124.

กฤษณา สารบรรณ, และคณะ. การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการตกเลือดในระยะ 2–24 ชั่วโมงหลังคลอด. วารสารสภาการพยาบาล. 2564;36(1), 55–66.

เบญจมาภรณ์ จานทอง. ประสิทธิผลของการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับการป้องกันการตกเลือดหลังคลอดระยะแรก. ศูนย์อนามัยที่ 5 ราชบุรี; 2566.

วรณัน จิรเดชพิทักษ์และคณะ. การพัฒนาการดูแลผู้คลอดทางช่องคลอดเพื่อป้องกันการตกเลือดหลังคลอด. วารสารการพยาบาลและสุขภาพ. 2566;47(2), 85–97.

Institute for Healthcare Improvement. Science of improvement: Testing changes. IHI.2020.

Kassebaum, N. J., et al. Causes and trends in maternal mortality: A global systematic analysis. The Lancet. 2021;398(10295) 1239–1255.

Royal Thai College of Obstetricians and Gynaecologists. Guidelines for prevention of postpartum hemorrhage. Bangkok: RTCOG.2023.

Say, L., Chou, D., Gemmill, A., Tunçalp. O, Moller, A. B., Daniels, J., ... & Alkema, L. Global causes of maternal death: A WHO systematic analysis. The Lancet Global Health. 2022;10(3): e323–e332.

World Health Organization. WHO recommendations: Uterotonics for the prevention of postpartum haemorrhage. Geneva: WHO.2019.