ผลการใช้แนวทางการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ โรงพยาบาลท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลการใช้แนวทางการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ รวมทั้งศึกษาผลของการใช้แนวทางต่อความรู้ ทักษะ และความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพ ตลอดจนศึกษาข้อมูลทั่วไปและลักษณะทางคลินิกของหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย พยาบาลวิชาชีพในแผนกการพยาบาลผู้คลอด จำนวน 6 ราย และหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ จำนวน 40 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แนวทางการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ที่พัฒนาจากหลักฐานเชิงประจักษ์ แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินทักษะ แบบสอบถามความพึงพอใจ และแบบบันทึกข้อมูลทั่วไปและข้อมูลทางคลินิก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบ Paired t-test
ผลการวิจัยพบว่า หลังการใช้แนวทางการดูแล พยาบาลวิชาชีพมีคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีคะแนนเฉลี่ยก่อนการใช้แนวทางเท่ากับ 7.83 (S.D. = 1.17) และหลังการใช้แนวทางเท่ากับ 12.67 (S.D. = 1.03) (t = 29.00, p = .001) ขณะที่คะแนนทักษะการปฏิบัติเพิ่มขึ้นจาก 12.50 (S.D. = 1.05) เป็น 19.00 (S.D. = 0.89) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 13.00, p = .001) พยาบาลวิชาชีพมีความพึงพอใจต่อการใช้แนวทางการดูแลอยู่ในระดับมาก สำหรับข้อมูลทางคลินิกของหญิงตั้งครรภ์ พบว่าร้อยละ 62.5 มีระดับน้ำตาลในเลือดก่อนอาหารต่ำกว่า 95 mg/dL ขณะที่ร้อยละ 70.0 มีระดับน้ำตาลในเลือด 1 ชั่วโมงหลังอาหารตั้งแต่ 140 mg/dL ขึ้นไป และร้อยละ 45.0 มีดัชนีมวลกายก่อนตั้งครรภ์ตั้งแต่ 27 กก./ม² ขึ้นไป ซึ่งเป็นปัจจัยที่ควรได้รับการเฝ้าระวังและติดตามอย่างต่อเนื่อง
สรุปผลการวิจัย แนวทางการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ที่พัฒนาขึ้นสามารถเพิ่มความรู้ ทักษะ และความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพ ส่งเสริมให้การดูแลหญิงตั้งครรภ์เป็นไปอย่างมีระบบและสอดคล้องกับแนวปฏิบัติทางคลินิก ทั้งนี้ ข้อมูลทางคลินิกของหญิงตั้งครรภ์สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการติดตามและส่งเสริมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการควบคุมระดับน้ำตาลหลังอาหารและการจัดการปัจจัยเสี่ยงด้านภาวะโภชนาการ เพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนิพนธ์ต้นฉบับจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 2 ท่าน แบบผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review) และการตีพิมพ์บทความซ้ำต้องได้รับการอนุญาตจากกองบรรณาธิการเป็นลายลักษณ์อักษร
ลิขสิทธิ์
ห้ามนำข้อความทั้งหมดหรือบางส่วนไปพิมพ์ เว้นว่าได้รับอนุญาตจากโรงพยาบาลเป็นลายลักษณ์อักษร
ความรับผิดชอบ
เนื้อหาต้นฉบับที่ปรากฏในวารสารเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียน ทั้งนี้ไม่รวมความผิดพลาดอันเกิดจากเทคนิคการพิมพ์
เอกสารอ้างอิง
กฤษณา สารบรรณ, และคณะ. การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการตกเลือดในระยะ 2–24 ชั่วโมงหลังคลอด หอผู้ป่วยสูตินรีเวชกรรม โรงพยาบาลหนองคาย. วารสารการพยาบาลท้องถิ่น. 2564;45(4):75-89.
ปิยฉัตร ปธานราษฎร์. ประสิทธิผลการใช้แนวปฏิบัติในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์. วารสารสภาการพยาบาล. 2566;38(1):112-25.
ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติการฝากครรภ์ พ.ศ. 2566. กรุงเทพฯ: ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย; 2566.
สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน 2565. กรุงเทพฯ: สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย; 2565.
สมศรี พรหมสุวรรณ, และคณะ. ผลของการใช้แนวทางการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีเบาหวานขณะตั้งครรภ์ต่อทักษะการให้คำปรึกษา. วารสารพยาบาลสตรีและผดุงครรภ์. 2568;12(2):55-68.
ศิริภรณ์ ปิ่นโพธิ์, สมพร วัฒนนุกูลเกียรติ. การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อการป้องกันและแก้ไขภาวะตกเลือดระยะ 2–24 ชั่วโมงหลังคลอด. วารสารการพยาบาลและสุขภาพ. 2566;40(2):21-34.
วิไลวรรณ สุวรรณภักดี, และคณะ. การจัดการความรู้และการใช้แนวทางปฏิบัติในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเบาหวาน. วารสารการพยาบาล. 2562;38(3):45-57.
วรพรรณ ผดุงยศธี, และคณะ. ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์. วารสารวิจัยการพยาบาล. 2567;28(2):377-89.
American College of Obstetricians and Gynecologists. (2018). Practice Bulletin No. 190:
Gestational diabetes mellitus. Obstetrics & Gynecology, 131(2), e49–e64.
American College of Obstetricians and Gynecologists. (2024). Gestational diabetes mellitus:Clinical guidance for practice. ACOG.
American Diabetes Association. (2022). Standards of medical care in diabetes—2022. Diabetes Care, 45(Suppl. 1), S1–S264.
American Diabetes Association. (2025). Standards of medical care in diabetes—2025. DiabetesCare, 48(Suppl. 1), S1–S200.
Bellamy, L., Casas, J. P., Hingorani, A. D., & Williams, D. (2009). Type 2 diabetes mellitus after gestational diabetes: A systematic review and meta-analysis. The Lancet, 373(9677),
–1779.
Billionnet, C., Mitanchez, D., Weill, A., et al. (2017). Gestational diabetes and adverse perinatal outcomes: Systematic review and meta-analysis. BMJ, 356, j122.
Brown, J., Alwan, N. A., West, J., et al. (2017). Lifestyle interventions for the treatment of
women with gestational diabetes. Cochrane Database of Systematic Reviews, 2017(5), CD011970.
Ferrara, A. (2021). Increasing prevalence of gestational diabetes mellitus: A public health
perspective. Diabetes Care, 44(2), 367–375.
International Association of Diabetes and Pregnancy Study Groups. (2010). Recommendations on the diagnosis and classification of hyperglycemia in pregnancy. Diabetes Care,33(3), 676–682.
Johns, E. C., Denison, F. C., Norman, J. E., & Reynolds, R. M. (2018). Gestational diabetes
mellitus: Mechanisms, treatment, and complications. Trends in Endocrinology & Metabolism, 29(11), 743–754.
Lowe, W. L., Jr., Scholtens, D. M., Kuang, A., et al. (2019). Hyperglycemia and adverse
pregnancy outcome (HAPO) study: Associations with maternal and neonatal outcomes. Diabetes, 68(3), 531–540.