ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองสำหรับการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของพนักงานรักษาความปลอดภัยในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งของภาคเหนือ

Main Article Content

วนิสรา มหาวัฒนปรีชา
ศุภกานต์ เครืออ่อน
ธันยนันท์ คำแปง
รัมภา ใหม่เบี้ยว
ลักษิกานต์ กันธะคำ
อนัญญา พรายวาส
อมเรศ เผยพร
มณุเชษฐ์ มะโนธรรม

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบภาคตัดขวางมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองสำหรับการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของพนักงานรักษาความปลอดภัย 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองสำหรับการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของพนักงานรักษาความปลอดภัยในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งของภาคเหนือ กลุ่มตัวอย่างคือ พนักงานรักษาความปลอดภัยที่มีอายุระหว่าง 15-59 ปี จำนวน 120 คน จากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือเก็บตัวอย่างคือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยใช้สถิติทดสอบไคสแควร์และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน


ผลการวิจัยพบว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยส่วนใหญ่มีความรู้ในการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 45.8) มีทัศนคติในการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 63.3) และมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองสำหรับการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 71.7) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองสำหรับการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของพนักงานรักษาความปลอดภัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ เพศ (𝑥² = 5.410, df = 1, p = 0.020) สถานภาพสมรส (𝑥² = 4.628, df = 1, p = 0.031) การสูบบุหรี่ (𝑥² = 5.122, df = 1, p = 0.024) การดื่มแอลกอฮอล์ (𝑥² = 7.051, df = 1, p = 0.008) และการดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง (𝑥² = 5.094, df = 1, p = 0.024) ตลอดจนคะแนนความรู้และทัศนคติในการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อคะแนนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองสำหรับการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของพนักงานรักษาความปลอดภัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (rs = 0.559, p < 0.001; rs = 0.403, p < 0.001) ตามลำดับ


ดังนั้นควรมีการอบรมเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและแนวทางป้องกัน โดยเน้นการให้ความรู้เรื่องการควบคุมอาหาร การลดปัจจัยเสี่ยง เช่น งดสูบบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มชูกำลัง รวมถึงการตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อป้องกันปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
มหาวัฒนปรีชา ว., เครืออ่อน ศ. ., คำแปง ธ. ., ใหม่เบี้ยว ร. ., กันธะคำ ล. ., พรายวาส อ. ., เผยพร อ. ., & มะโนธรรม ม. . (2025). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองสำหรับการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของพนักงานรักษาความปลอดภัยในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งของภาคเหนือ. วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ, 18(1), 193–208. สืบค้น จาก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JSH/article/view/273826
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงสาธารณสุข, กรมควบคุมโรค. (2567, 10 มกราคม). คู่มือแนวทางการดำเนินงาน NCD Clinic Plus ปี 2566. http://ncdclinicplus.ddc.moph.go.th/pages/public/files/view.php?id=1673855257.

กระทรวงสาธารณสุข, กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, กองสุขศึกษา. (2567, 10 มกราคม). แบบวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ 3 อ. 2 ส. ของคนไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป. http://bsris.swu.ac.th/hl-wellbeing/q/q5.pdf.

มหาวิทยาลัยพะเยา, กองอาคารสถานที่. (2567, 16 มกราคม). ข้อมูลแสดงจำนวนพนักงานรักษาความปลอดภัย. https://building.up.ac.th/.

คัทลิยา วสุธาดา, ลลิตา เดชาวุธ, นันทวัน ใจกล้า และสายใจ จารุจิตร. (2561). ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้เกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังกับพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพในการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของประชาชนในเขตอำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี. วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี, 29(2), 47-59.

งานรักษาความปลอดภัย สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. (2567, 25 พฤศจิกายน). ภาระงานของงานรักษาความปลอดภัย. https://kb.psu.ac.th/psukb/bitstream/2010/6102/1/304649.pdf.

จงรัก เพ็งชัย. (2566). ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3 อ 2 ส 1 ย ของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร. [วิทยานิพนธ์ปริญญาสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต ไม่ได้ตีพิมพ์]. มหาวิทยาลัยนเรศวร.

นฤมล โชว์สูงเนิน และเกษราวัลณ์ นิลวรางกูล. (2560). การพัฒนาศักยภาพการดูแลตนเองของคนวัยแรงงานเพื่อป้องกันโรคความดันโลหิตสูง. วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครราชสีมา, 23(2), 107-120.

พนารัตน์ เจนจบ, เกศราภร ชูพันธ์, ศรินยา พลสิงห์ชาญ, นฤมล เอกธรรมสุทธิ์, สมาภรณ์ เทียนขาว และสมตระกูล ราศิริ. (2566). ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของคนในชุมชนชนบทไทย: ประสบการณ์จากภาคเหนือตอนล่างประเทศไทย. วารสารวิจัยการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ, 15(2), e266295.

มัณฑนา ดำรงศักดิ์ และธีรนุช ห้านิรัติศัย. (2555). ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของพนักงานรักษาความปลอดภัย. พยาบาลสาร, 39(3), 14-25.

รชานนท์ ง่วนใจรัก, อรรถวิทย์ สิงห์ศาลาแสง และจิรัญญา บุรีมาศ. (2565). ปัจจัยกำหนดพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองในการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปในจังหวัดนครราชสีมา. วารสารสุขศึกษา, 45(2), 116-127.

ระบบคลังข้อมูลสุขภาพ Health Data Center (HDC). (2567, 10 มกราคม). การป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อที่สำคัญ. https://hdcservice.moph.go.th/hdc/reports/page.php?cat_id=6a1fdf282fd28180eed7d1cfe0155e11

อุไรวรรณ สาสังข์, สุนันทา ครองยุทธ และยมนา ชนะนิล. (2565). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง. วารสารการพยาบาลและการศึกษา, 15(1), 45-58.

Best, J. W. (1997). Research in education. Prentice-Hall. Englewood Cliffs.

Bloom, B. S., Madaus, G. F., & Hastings, J. T. (1971). Handbook on formative and summative evaluation of student learning. McGraw-Hill.

Cronbach, L. J. (1970). Essentials of psychological testing. Harper & Row.

Kim, T. R., Ross, J. A., & Smith, D. P. (1969). KOREA: Trends in four national KAP surveys, 1964-67. Studies in Family Planning, 1(43), 6-11. https://doi.org/10.2307/1965090.

Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607-610. https://doi.org/10.1177/001316447003000308.

Kuder, G. F., & Richardson, M. W. (1937). The theory of the estimation of test reliability. Psychometrika, 2(3), 151-160.

World Health Organization. (2024, 24 November). Noncommunicable diseases. https://www.who.int/health-topics/noncommunicable-diseases#tab=tab_1