การพัฒนารูปแบบการพยาบาลของผู้ป่วยเด็กวิกฤตที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจและใช้เครื่องช่วยหายใจโดยประยุกต์ใช้มาตรฐานการพยาบาลในโรงพยาบาลเลิดสิน

ผู้แต่ง

  • เนาวรัตน์ ชาประสิทธิ์ หอผู้ป่วยเด็กวิกฤต งานการพยาบาลกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลเลิดสิน
  • สายธรรม วงศ์สถิตวิไลรุ่ง หอผู้ป่วยเด็กวิกฤต งานการพยาบาลกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลเลิดสิน
  • สงบ เผ้าหอม หอผู้ป่วยเด็กวิกฤต งานการพยาบาลกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลเลิดสิน

คำสำคัญ:

การพัฒนารูปแบบ, การพยาบาลผู้ป่วยเด็กวิกฤต, มาตรฐานการพยาบาล

บทคัดย่อ

งานวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยเด็กวิกฤตที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจที่ใช้ เครื่องช่วยหายใจ หอผู้ป่วยเด็กวิกฤต โรงพยาบาลเลิดสิน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพ จํานวน 12 คน และผู้ป่วยเด็กวิกฤต จํานวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามความรู้เรื่องการพยาบาลผู้ป่วยใช้เครื่องช่วยหายใจ มีค่าดัชนีความตรงของ เนื้อหา (CVI)เท่ากับ 0.95 ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตร KR-20 ให้เท่ากับ 0.93 แบบสอบถามการปฏิบัติงานของพยาบาลวิชาชีพ ตามมาตรฐาน การพยาบาลและแบบสอบถามความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (CVI) เท่ากับ 0.96 และ 1.00 ไป คํานวณหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบัค (Cronbach’s Alpha Coefficient) เท่ากับ 0.91 และ 0.94 ตามลําดับ วิเคราะห์ข้อมูล ด้วยสถิติ พรรณาและสถิติ การทดสอบ Pair t-test

ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการพยาบาลของผู้ป่วยเด็กวิกฤตที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจและใช้เครื่องช่วยหายใจ ใน โรงพยาบาลเลิดสิน ประกอบด้วยกลยุทธ์ 4 ส่วน คือ (1) จัดโครงสร้างให้เหมาะสม (2) จัดหาอุปกรณ์ให้เพียงพอ (3) พัฒนา ความ รู้ในการให้บริการพยาบาลผู้ป่วยเด็กวิกฤต และ (4) พัฒนาแนวทางการพยาบาลผู้ป่วยเด็กวิกฤต เพื่อป้องกันภาวะปอดอักเสบจาก การใช้เครื่องช่วยหายใจและลดอุบัติการณ์ของท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุด ผลการใช้รูปแบบการพยาบาลฯ มีความเป็นไปได้ เหมาะสม ถูกต้อง เป็นประโยชน์ตามมาตรฐานการพยาบาล โดยหลัง การใช้รูปแบบการพยาบาลฯ พยาบาลผู้ดูแลเด็กวิกฤตมีความรู้เรื่องการพยาบาลผู้ป่วยใช้เครื่อง ช่วยหายใจและคุณภาพการพยาบาล ตามมาตรฐานเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วยเด็กวิกฤตเกิดภาวะปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจลดลงอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < .01) ส่วนการเลื่อนหลุดของท่อช่วยหายใจลดลงอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ (p < .01) สรุปได้ว่า การศึกษาครั้งนี้ รูปแบบ กา รพยาบาลฯ ที่พัฒนาขึ้นส่งผลลัพธ์ที่ดีต่อการพยาบาลผู้ป่วยเด็กวิกฤตที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจและใช้เครื่องช่วยหายใจในโรง พยาบาลเลิดสิน

Downloads

Download data is not yet available.

เอกสารอ้างอิง

Kasorn Sunkris. The Development of Critical Nursing Care System,Sakon Nakhon Province. Journal of Nursing and health care. 2015: 33(2)110-121. (in Thai)

Donabedian, A. (2003). An introduction to quality assurance in health care. New York, NY : Oxford University Press.

Jarunee Thitipongpas. The development of a primary nursing model based on Swanson ’s caring theory at an emergency department in a private hospital Jounal of Cardio-Thoracic Nursing. 2020. ;31 (1) :198-211. (in Thai)

Pongphol Khongsaman. The Development of Clinical Nursing Practice Guideline for the Patients under Investigation and/or Infected with Coronavirus 2019 (COVID -19) in Emergency Department. Journal of The Royal Thai Army Nurses. 2022; 159-168.(in Thai)

Marram GD, Berrett MW, Bevis EO. Primary nursing: a model for individualized care. St. Louis: Mosby; 1979.

Janma Y. Development of a primary nursing model in pediatric intensive care unit, Nakornping hospital, Chiang Mai province. [Thesis of Master of Nursing Science]. Chiang Mai: Chiang Mai University; 2012. (in Thai)

Korhonen A, Kangasniemi M. It’s time for updating primary nusing in pediatric oncology care: qualitative study highlighting the perceptions of nurses, physicians and parents. Eur J Oncol Nurs. 2013 ;17(6): 732-8.

Suranatchayanan P. Kenthongdee W. & Kamonrat, S. (2018X.Nursing care system development for sepsis patients at Loei Hospital. Journal of Nursing and Health Care, 36(1), 207-215. (in Thai)

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

02-10-2022

รูปแบบการอ้างอิง

1.
ชาประสิทธิ์ เ, วงศ์สถิตวิไลรุ่ง ส, เผ้าหอม ส. การพัฒนารูปแบบการพยาบาลของผู้ป่วยเด็กวิกฤตที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจและใช้เครื่องช่วยหายใจโดยประยุกต์ใช้มาตรฐานการพยาบาลในโรงพยาบาลเลิดสิน. J Royal Thai Army Nurses [อินเทอร์เน็ต]. 2 ตุลาคาม 2022 [อ้างถึง 24 กุมภาพันธ์ 2026];23(2):460-7. available at: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/257113

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย