การวิจัยและพัฒนารูปแบบการปรึกษาครอบครัว เพื่อเสริมสร้างการสื่อสารระหว่างรุ่นในครอบครัว
คำสำคัญ:
การปกครองครอบครัวแบบบูรณาการ, การสื่อสารระหว่างรุ่นในครอบครัว, ครอบครัวสามรุ่นบทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อการวิจัยและพัฒนารูปแบบการปรึกษาครอบครัว เพื่อเสริมสร้างการสื่อสารระหว่างรุ่นใน ครอบครัว แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อศึกษาการสื่อสารระหว่างรุ่นในครอบครัว ขั้นตอนที่ 2 เป็นวิจัยเชิงทดลอง เพื่อพัฒนารูปแบบการปรึกษาครอบครัวเพื่อเสริมสร้างการสื่อสารระหว่างรุ่นในครอบครัว และเพื่อศึกษาผลของ การใช้รูปแบบการปรึกษาครอบครัว ขั้นตอนที่ 3 เป็นการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำรูปแบบการปรึกษาครอบครัวไปใช้ โดยการ สร้างคู่มือและพิจารณาความเป็นไปได้ กลุ่มตัวอย่าง คือ ครอบครัวที่ประกอบด้วยสมาชิกสามรุ่น ได้แก่ รุ่นปู่ย่าตายาย รุ่นพ่อแม่ และรุ่นลูก ที่อาศัยอยู่บ้านเดียวกัน จังหวัดกรุงเทพมหานคร
ผลการวิจัย ขั้นตอนที่ 1 พบว่า องค์ประกอบการสื่อสารระหว่างรุ่นในครอบครัว 6 ด้าน ได้แก่ ทักษะการเป็นผู้ฟัง ทักษะ การเป็นผู้พูด การเปิดเผยตนเองอย่างจริงใจ ความชัดเจน การอยู่ในหัวข้อสนทนาและการเคารพคู่สนทนา ขั้นตอนที่ 2 แบบวัดการ สื่อสารระหว่างรุ่นในครอบครัว มีจำนวน 58 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .96 และรูปแบบการปรึกษาครอบครัวเพื่อเสริมสร้างการ สื่อสารระหว่างรุ่นในครอบครัว เป็นการดำเนินการปรึกษาครอบครัว โดยใช้ทฤษฎีเชื่อมโยงระหว่างรุ่นเป็นฐานและบูรณาการใช้ เทคนิค I massage เทคนิคท่าทีการสื่อสาร เทคนิคการแสดงบทบาท และเทคนิคการชี้นำ จำนวน 8 ครั้ง ครั้งละ 60 นาที สัปดาห์ละ 1 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 8 สัปดาห์ ผลของการใช้รูปแบบการปรึกษาครอบครัว พบว่า ครอบครัวที่ได้รับการปรึกษาครอบครัว มีค่าเฉลี่ยคะแนนการสื่อสารระหว่างรุ่นในครอบครัวแตกต่างกับครอบครัวที่ไม่ได้รับการปรึกษาในระยะหลังทดลอง อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 และครอบครัวที่ได้รับการปรึกษาครอบครัว มีค่าเฉลี่ยคะแนนการสื่อสารระหว่างรุ่นในครอบครัวในระยะหลัง ทดลอง แตกต่างจากระยะก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และขั้นตอนที่ 3 ผลการศึกษาความเป็นไปได้ของ รูปแบบการปรึกษาครอบครัว พบว่ามีความเป็นไปได้ในการนำไปใช้
Downloads
เอกสารอ้างอิง
Daechacoop J. Danger :Thai family survival in the changing tide. Doccument for family academic conference 2015. Thai family study organization.2015; 24(1): 5-8. (in thai)
Miller M. Interpersonal Communication. Oxford Research encyclopedias of Communication. 2017; 23(4): 1-17.
Peek C. Features of Thai Families in the Era of Low Fertility and Longevity. State of Thailand’s Popular Report 2015.United Nations Population Fund Thailand.1st ed. Thailand: The United Nations Population Fund Thailand and the Office of the National Economic and Social Development Board; 2016.
Sillars A. Conversation and Conformity Orientations as Predictors of Observed Conflict Tactics in Parent-Adolescent Discussions.Journal of Family Communication.2014; 14(1): 16-31.
Paul F. C. Psychological research as the Phenomenologist views it. In Existential – Phenomenological Alternatives for Psychology (Valle R. & King M. eds). London: Oxford University Press ;1978: 48-71.
Gerald C. Theory and practice of counseling and psychotherapy. 10th ed. CA: Thomson Brooks-Cole/ Wadsworth; 2019.
Central T. The relationship between family communication patterns and internet addiction. International Journal of Psychology and Behavioral Research.2012; 5(3): 27-31.
Kulnapadol P. Transgenerational family counseling : From theoretical perspective to pratice. Journal of education Burapha university.2014; 23(3): 23-27. (in thai)
Kulnapadol P. Family Counseling. 2 nd ed. Bangkok: Ham compute offset; 2017: 132-151. (in thai)
Gerald C. Theory and practice of counseling and psychotherapy. 10th ed. CA: Thomson Brooks-Cole/ Wadsworth; 2019.
Chaleoykitti S. Submission Preparation Checklist. Journal of Thai Army Nurses. 2015; 16(3); 138-139. (in thai)
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความหรือข้อคิดเห็นใดใดที่ปรากฏในวารสารพยาบาลทหารบกเป็นวรรณกรรมของผู้เขียน ซึ่งบรรณาธิการหรือสมาคมพยาบาลทหารบก ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารพยาบาลทหารบก
The ideas and opinions expressed in the Journal of The Royal Thai Army Nurses are those of the authors and not necessarily those
of the editor or Royal Thai Army Nurses Association.


