การส่งบทความ

เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน เพื่อส่งบทความ

ข้อกำหนดการส่งบทความ

ในขั้นตอนการส่งบทความ ผู้แต่งต้องตรวจสอบและยืนยันว่าปฏิบัติตามข้อกำหนดการส่งบทความทุกข้อ บทความที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดอาจถูกส่งคืนให้ผู้แต่งดำเนินการแก้ไข
  • เป็นบทความวิจัยด้านการพยาบาล การศึกษาพยาบาล หรือการศึกษาระดับอุดมศึกษา ซึ่งไม่เคยตีพิมพ์ที่อื่นมาก่อน มีความน่าสนใจ และไม่ล้าสมัย สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
  • ผู้วิจัย/ผู้เขียนบทความวิจัย ประกอบด้วย บุคคล คณะบุคคล หรือทีมสหสาขาวิชาชีพ
  • ผู้ที่ประสงค์จะส่งบทความเพื่อขอตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร จะต้องชำระเงินค่าตีพิมพ์ลงวารสาร ต้นฉบับภาษาไทย เป็นเงิน 5,000 บาท / ต้นฉบับภาษาอังกฤษ เป็นเงิน 7,000 บาท ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์เรียกเก็บเมื่อบทความของท่านได้รับการพิจารณาจากบรรณาธิการ ว่าบทความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ขอบเขตของวารสาร และสามารถ Submission บทความลงในระบบได้
  • กรณีชําระเงินแล้ว ไม่ว่าผลการพิจารณาของกองบรรณาธิการจะออกมาเป็นเช่นใด กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการคืนเงิน
  • บทความวิจัยที่เป็นวิทยานิพนธ์ ต้องมีหนังสือรับรองจากอาจารย์ที่ปรึกษา และลงชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาด้วย
  • ผู้วิจัย / ผู้เขียน ส่งต้นฉบับ ความยาวทั้งหมดไม่เกิน 12 หน้า โดยพิมพ์ในกระดาษ A4 และส่งไฟล์บทความ หรือ ภาพถ่ายประกอบที่ชัดเจน (ถ้ามี) ผ่านระบบออนไลน์ โดยปฏิบัติตามคำแนะนำการเขียนของวารสาร
  • กรุณาให้ชื่อและหมายเลขโทรศัพท์มือถือของท่านไว้ใน ข้อความถึงบรรณาธิการ (Comment for Editor) และกดบันทึก รวมถึงหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ในช่องทางดังกล่าว
  • การทำงานผ่านระบบวารสารออนไลน์ ทางวารสารจะติดต่อและแจ้งข้อความต่าง ๆ ผ่านอีเมลของท่านที่ได้กรอกเข้าสู่ระบบเป็นหลัก เพื่อให้เข้ามารับ-ส่ง ข้อมูลผ่านระบบเว็บไซต์วารสารฯ ดังนั้นขอให้ตรวจสอบกล่องจดหมายของท่านว่าได้รับอีเมลของวารสารฯหรือไม่ และหากไม่ได้รับอีเมลใด ๆ หลังจากส่งบทความนี้ (บางครั้งอาจตกอยู่ใน spam mail) กรุณาติดต่อที่ patcharaporn_u@rtanc.ac.th

คำแนะนำผู้แต่ง

คำแนะนำสำหรับการใช้ทำงานผ่านระบบวารสารออนไลน์: คลิกอ่านเอกสาร

> Template บทความ คลิกเปิดดาวน์โหลด (PDF)  

> แบบฟอร์มส่งบทความ
คลิกเปิด ฉบับ PDF
คลิกเปิด ฉบับ DOCX

> ใบชำระค่าตีพิมพ์บทความวิชาการ
คลิกเปิด ฉบับ PDF
คลิกเปิด ฉบับ DOCX

 

การชำระค่าตีพิมพ์บทความ

ผู้ที่ประสงค์จะส่งบทความเพื่อขอตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร จะต้องชำระเงินค่าตีพิมพ์ลงวารสาร

  • ต้นฉบับภาษาไทย เป็นเงิน 5,000 บาท
  • ต้นฉบับภาษาอังกฤษ เป็นเงิน 7,000 บาท

ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์เรียกเก็บเมื่อบทความของท่านได้รับการพิจารณาจากบรรณาธิการ ว่าบทความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ขอบเขตของวารสาร และสามารถ Submission บทความลงในระบบได้

คำแนะนำการเตรียม และส่งต้นฉบับวารสารพยาบาลทหารบก คลิกเปิดดาวน์โหลด PDF

1. วัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสาร

วารสารพยาบาลทหารบก รับพิจารณาตีพิมพ์บทความวิชาการและบทความวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ

  1. การพยาบาล
  2. การศึกษาพยาบาล
  3. การส่งเสริมสุขภาพ
  4. การพยาบาลทหาร
  5. ระบบบริการสุขภาพและการดูแลต่อเนื่อง
  6. นวัตกรรม เทคโนโลยี และการพัฒนาคุณภาพทางการพยาบาล

* ต้นฉบับที่ส่งต้องไม่เคยตีพิมพ์ในแหล่งใดมาก่อน และไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น

2. ประเภทบทความที่รับตีพิมพ์

  1. บทความวิจัย
  2. บทความวิชาการ
  3. บทความปริทัศน์ / บทความทบทวนวรรณกรรม
  4. บทความพิเศษ
  5. ปกิณกะทางวิชาการ

3. หลักเกณฑ์ทั่วไปของต้นฉบับ

  1. ส่งต้นฉบับผ่านระบบ ThaiJO เท่านั้น
  2. ต้นฉบับจัดทำด้วยโปรแกรม Microsoft Word
  3. ใช้กระดาษ A4
  4. ใช้ตัวอักษร TH Sarabun New ขนาด 16 point สำหรับภาษาไทย
  5. ความยาวบทความไม่ควรเกิน 12–15 หน้า รวมเอกสารอ้างอิง ตาราง และภาพประกอบ
  6. ต้องจัดเตรียมไฟล์สำหรับระบบ double-blind review โดยไม่ระบุชื่อผู้เขียนในไฟล์ต้นฉบับหลัก
  7. ชื่อผู้เขียน สังกัด อีเมล และ ORCID ให้ใส่ในไฟล์ Title Page แยกต่างหาก

4. ไฟล์ที่ต้องเตรียมก่อนส่งบทความ

ผู้เขียนต้องจัดเตรียมไฟล์ดังต่อไปนี้

  1. Title Page
    ระบุชื่อบทความ ชื่อผู้เขียนทุกคน สังกัด อีเมลผู้ประสานงาน ORCID และแหล่งทุนสนับสนุน ถ้ามี
  2. Main Manuscript / Blinded Manuscript
    เป็นไฟล์บทความที่ไม่ระบุชื่อผู้เขียน สังกัด หรือข้อมูลที่ทำให้ทราบตัวตนของผู้เขียน
  3. Ethics Approval Document
    หนังสือรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ สำหรับบทความวิจัยที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์
  4. Cover Letter
    หนังสือนำส่งบทความ ระบุว่าบทความไม่เคยตีพิมพ์และไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาในวารสารอื่น
  5. Supplementary Files ถ้ามี
    เช่น แบบสอบถาม โปรแกรมวิจัย แผนการทดลอง ตารางเพิ่มเติม หรือเอกสารรับรองจากอาจารย์ที่ปรึกษาในกรณีเป็นวิทยานิพนธ์

5. รูปแบบบทความวิจัย

บทความวิจัยควรจัดเรียงหัวข้อดังนี้

  1. ชื่อเรื่องภาษาไทย
  2. ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ
    คุณลักษณะที่ดี กระชับ ชัดเจน และสะท้อนสาระสำคัญของการวิจัย
    ควรระบุ: ตัวแปรสำคัญ กลุ่มประชากร รูปแบบการวิจัย (ถ้าจำเป็น)
    ไม่ควรยาวเกินไป หลีกเลี่ยงคำย่อที่ไม่เป็นสากล
    ตัวอย่างชื่อเรื่องที่ดี
    “Effectiveness of a Tele-nursing Program on Self-care Behaviors among Patients with Coronary Artery Disease”
  3. บทคัดย่อภาษาไทย
  4. คำสำคัญภาษาไทย 3–5 คำ ควรเป็นคำที่ใช้ค้นหาในฐานข้อมูลวิชาการ และสอดคล้องกับ MeSH หรือคำศัพท์มาตรฐานสากล ตัวอย่าง
    • Tele-nursing
    • Stroke
    • Caregiver
    • Health Literacy
  5. Abstract ภาษาอังกฤษ
  6. Keywords ภาษาอังกฤษ 3–5 คำ
  7. บทนำ บทนำควรแสดง ความสำคัญของปัญหา สถานการณ์ปัจจุบัน ผลกระทบ ช่องว่างองค์ความรู้ (Research Gap) เหตุผลที่ต้องศึกษาวิจัยนี้ และข้อควรมี
    • อ้างอิงข้อมูลล่าสุด
    • เชื่อมโยงระดับโลก ประเทศ และพื้นที่ศึกษา
    • แสดง “เหตุผลทางวิชาการ” ชัดเจน
    ข้อควรหลีกเลี่ยง คือ
    • เขียนเป็นตำราหรือทบทวนวรรณกรรมยาวเกินไป
    • ไม่มี research gap
  8. วัตถุประสงค์การวิจัย ควรเขียนชัดเจน วัดได้ สอดคล้องกับ: ปัญหาวิจัย ตัวแปร และการวิเคราะห์ข้อมูล ข้อควรระวัง คือ ไม่เขียนกว้างเกินไป และไม่กำกวม
  9. สมมติฐานการวิจัย ถ้ามี
    ควรสอดคล้องกับทฤษฎีหรือหลักฐานวิชาการ และระบุความสัมพันธ์หรือความแตกต่างของตัวแปรอย่างชัดเจน ใช้ในกรณี การวิจัยเชิงทดลอง หรือการวิจัยเปรียบเทียบ
  10. กรอบแนวคิดการวิจัย ถ้ามี
    ควรแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร โดยมีพื้นฐานจากทฤษฎีหรือวรรณกรรม เพื่อช่วยอธิบาย causal pathway ควรประกอบด้วย ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และปัจจัยเกี่ยวข้อง
  11. วิธีดำเนินการวิจัย ต้องมีความชัดเจนเพียงพอให้ผู้อื่นสามารถทำซ้ำได้ ควรระบุ
    1. รูปแบบวิจัย
    2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
    3. วิธีคัดเลือก
    4. การคำนวณ sample size
    5. ขั้นตอนดำเนินการวิจัย
    6. เครื่องมือวิจัย
    7. การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ
    8. การเก็บข้อมูล
    9. การวิเคราะห์ข้อมูล
    ข้อควรระวัง คือ ต้องมีความสอดคล้องของทุกองค์ประกอบ และไม่ขาดรายละเอียดสำคัญ
  12. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
  13. เครื่องมือวิจัยและการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ควรอธิบายรายละเอียดเครื่องมือ และระบุการตรวจสอบ:
    o content validity
    o reliability
    o pilot testing
    ทั้งนี้ ควรมีค่า IOC Cronbach’s alpha และวิธีการแปลผลคะแนน
  14. การเก็บรวบรวมข้อมูล
  15. การพิทักษ์สิทธิ์กลุ่มตัวอย่าง / จริยธรรมการวิจัย ควรระบุ IRB approval ชัดเจน แสดงการพิทักษ์สิทธิ์กลุ่มตัวอย่าง มี informed consent สิ่งที่ควรระบุ คือ
    • เลขที่รับรอง
    • วันที่รับรอง
    • หน่วยงานที่รับรอง
  16. การวิเคราะห์ข้อมูล ควรระบุสถิติให้สอดคล้องกับ: วัตถุประสงค์ ระดับข้อมูล และรูปแบบวิจัย ควรระบุ software significance level และ assumption testing
  17. ผลการวิจัย ควรรายงานตามวัตถุประสงค์ มีการใช้ตารางและรูปภาพอย่างเหมาะสม มีค่าทางสถิติครบถ้วน ควรมีค่า mean SD p-value และ confidence interval ข้อควรหลีกเลี่ยงการอธิบายซ้ำกับตารางทั้งหมด และไม่ควรแปลผลเกินข้อมูล
  18. อภิปรายผล ควรอธิบาย “เหตุผล” ของผลวิจัยเชื่อมโยงกับ: ทฤษฎี งานวิจัยเดิม และหลักการทางวิชาการ ควรมีการเปรียบเทียบกับงานต่างประเทศ หรืออธิบายความแตกต่าง ข้อควรหลีกเลี่ยงการสรุปผลซ้ำเฉย ๆ โดยไม่มีการตีความเชิงวิชาการ
  19. ข้อจำกัดของการศึกษา ควรระบุข้อจำกัดอย่างตรงไปตรงมา และอธิบายผลกระทบต่อการแปลผล ตัวอย่าง
    • sample size
    • single-site study
    • short follow-up period
  20. ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ ควรแบ่งเป็นข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ และข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป ข้อควรระวัง
    • ต้องสอดคล้องกับผลวิจัยจริง
    • ไม่กล่าวอ้างเกินข้อมูล
  21. กิตติกรรมประกาศ ถ้ามี
  22. เอกสารอ้างอิง
    • ใช้ Vancouver style ถูกต้อง
    • มีความทันสมัย ไม่เกิน 10 ปีย้อนหลัง
    • อ้างอิงจากวารสารวิชาการที่ผ่าน peer review
    ควรมี DOI International references หรือ Scopus-indexed journals และข้อควรหลีกเลี่ยงการอ้างอิงเว็บไซต์ทั่วไปมากเกินไป หรือใช้วิทยานิพนธ์จำนวนมาก
  23. คุณภาพภาษา (Language Quality) ใช้ภาษาเชิงวิชาการ ที่มีความกระชับ ชัดเจน สอดคล้องตามหลักภาษา หรือ grammar สำหรับภาษาอังกฤษควรผ่านการตรวจโดยผู้เชี่ยวชาญ หรือใช้คำศัพท์ทางวิชาการสากล

6. การเขียนบทคัดย่อ

บทคัดย่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษต้องมีเนื้อหาสอดคล้องกัน ความยาวไม่เกิน 250–300 คำต่อบทคัดย่อ บทคัดย่อควรสรุปสาระสำคัญของงานวิจัยอย่างครบถ้วนและกระชับ สามารถทำให้ผู้อ่านเข้าใจงานวิจัยได้โดยไม่ต้องอ่านทั้งบทความ ควรเขียนแบบมีโครงสร้าง ดังนี้

  1. Background / ความเป็นมา
  2. Objective / วัตถุประสงค์
  3. Methods / วิธีดำเนินการวิจัย
  4. Results / ผลการวิจัย ควรมีตัวเลขสำคัญ เช่น ค่าเฉลี่ย ค่า p-value ค่า confidence interval
  5. Conclusion / สรุปและการนำไปใช้

สำหรับบทความภาษาไทย ควรจัดทำ Abstract ภาษาอังกฤษให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อเพิ่มการสืบค้นและการอ้างอิงในระดับนานาชาติ โดยมี ข้อควรระวัง ดังนี้

  • ต้องมีผลลัพธ์สำคัญเชิงตัวเลข
  • ภาษาอังกฤษควรเป็น academic English
  • หลีกเลี่ยงการเขียนกว้างหรือกล่าวอ้างเกินผลวิจัย

7. มาตรฐานการรายงานงานวิจัย

เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐาน TCI และ Scopus ผู้เขียนควรใช้แนวทางรายงานงานวิจัยที่เหมาะสม เช่น

  1. CONSORT สำหรับการวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่ม
  2. TREND สำหรับการวิจัยกึ่งทดลอง
  3. STROBE สำหรับการวิจัยเชิงสังเกต
  4. PRISMA สำหรับ systematic review / meta-analysis
  5. COREQ สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ
  6. SQUIRE สำหรับงานพัฒนาคุณภาพบริการสุขภาพ

8. จริยธรรมการวิจัยและจริยธรรมการตีพิมพ์

บทความวิจัยที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ต้องระบุ

  1. ชื่อคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย
  2. เลขที่รับรองจริยธรรม
  3. วันที่รับรอง
  4. วิธีการขอความยินยอมจากกลุ่มตัวอย่าง
  5. การรักษาความลับและสิทธิของผู้เข้าร่วมวิจัย

ผู้เขียนต้องเปิดเผย * แหล่งทุนวิจัย * ผลประโยชน์ทับซ้อน * การมีส่วนร่วมของผู้เขียนแต่ละคน * การใช้ AI หรือเครื่องมือช่วยเขียน ถ้ามี

9. การอ้างอิงเอกสาร

ใช้ระบบ Vancouver Style โดยมีแนวทางการอ้างอิง

  1. เอกสารอ้างอิงควรทันสมัย โดยส่วนใหญ่ควรมีอายุไม่เกิน 10 ปี
  2. ควรอ้างอิงบทความจากวารสารวิชาการระดับนานาชาติ
  3. เอกสารภาษาไทยให้แปลหรือถอดเป็นภาษาอังกฤษ และระบุท้ายรายการว่า (in Thai)
  4. ควรระบุ DOI หากมี
  5. ควรหลีกเลี่ยงการอ้างอิงเอกสารที่ไม่ผ่านการประเมินทางวิชาการ เว้นแต่มีความจำเป็น

10. คุณภาพบทความ

  1. มีประเด็นวิจัยร่วมสมัย
  2. มี methodological rigor
  3. ใช้กรอบแนวคิดชัดเจน
  4. มี international references
  5. มี abstract ภาษาอังกฤษคุณภาพสูง
  6. เชื่อมโยงผลวิจัยกับระดับนานาชาติ
  7. สามารถนำไปใช้เชิงนโยบายหรือปฏิบัติได้จริง

11. กระบวนการพิจารณาบทความ

  1. กองบรรณาธิการตรวจความครบถ้วนและความสอดคล้องกับขอบเขตวารสาร
  2. หากไม่ผ่านการคัดกรองเบื้องต้น อาจปฏิเสธบทความโดยไม่ส่งผู้ทรงคุณวุฒิ
  3. หากผ่านการคัดกรอง จะเข้าสู่กระบวนการ double-blind peer review
  4. บทความจะได้รับการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2–3 ท่าน
  5. ผลการพิจารณาอาจเป็น
    * รับตีพิมพ์
    * แก้ไขเล็กน้อย
    * แก้ไขมาก
    * ส่งประเมินใหม่
    * ปฏิเสธการตีพิมพ์
  6. การตอบรับตีพิมพ์อย่างเป็นทางการจะดำเนินการเมื่อผู้เขียนแก้ไขต้นฉบับครบถ้วนและผ่านความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการ

12. การส่งบทความผ่านระบบ ThaiJO

ผู้เขียนต้องส่งบทความผ่านระบบ ThaiJO ของวารสารพยาบาลทหารบก โดยดำเนินการดังนี้

  1. เข้าสู่เว็บไซต์วารสารในระบบ ThaiJO
  2. ลงทะเบียนหรือเข้าสู่ระบบ
  3. เลือก Submit Manuscript
  4. กรอกข้อมูลบทความให้ครบถ้วน
  5. อัปโหลดไฟล์ตามที่วารสารกำหนด
  6. ตรวจสอบข้อมูลก่อนยืนยันการส่ง
  7. ติดตามสถานะบทความผ่านระบบ ThaiJO

*** วารสารไม่รับส่งต้นฉบับในรูปแบบกระดาษหรือ CD

 

การส่งบทความ                   

  1. บทความต้นฉบับ ส่งต้นฉบับพร้อมทั้งแจ้งชื่อ หมายเลขโทรศัพท์ และ E-mail ของผู้เขียนที่สามารถติดต่อสะดวก มาที่บรรณาธิการวารสารพยาบาลทหารบก
    พ.อ.หญิง ดร.พัชราภรณ์ อุ่นเตจ๊ะ
    E-mail: patcharaporn_u@rtanc.ac.th
    โทรศัพท์: 081-4087798
  2. เมื่อได้รับการพิจารณาจากบรรณาธิการว่าบทความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ขอบเขตของวารสาร จึงสามารถ Submission บทความลงใน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/
  3. ชำระค่าตีพิมพ์ โอนเงินผ่านบัญชีธนาคารทหารไทยธนชาต ชื่อบัญชี สมาคมพยาบาลทหารบก หมายเลขบัญชี 038-2-27669-9  ส่งไฟล์ใบชําระค่าตีพิมพ์ และใบโอนเงินมายังบรรณาธิการวารสารพยาบาลทหารบก พ.อ.หญิง ดร.พัชราภรณ์ อุ่นเตจ๊ะ ที่ E-mail : patcharaporn_u@rtanc.ac.th

เอกสารอ้างอิง (References)

  1. ใช้แบบแวนคูเวอร์ (Vancouver Style)
  2. เรียงลำดับของเอกสารตามลำดับเลขที่มีการอ้างอิงในเนื้อหารายงานหรือบทความ และหมายเลขที่อ้างถึงในเนื้อเรื่องนั้นจะต้องตรงกับหมายเลขที่มีการกำกับไว้ในส่วนเอกสารอ้างอิงท้ายบทความด้วย โดยเรียงลำดับจากหมายเลข 1 ไปจนถึงเลขที่สุดท้าย 1,2,3,…..ให้เขียนตัวเลขเหนือบรรทัด (superscript) ใส่ไว้ข้างท้ายข้อความที่ต้องการอ้างอิง

3.การอ้างหลายรายการอ้างอิงในที่เดียวกันให้ใส่เครื่องหมายจุลภาค (,) คั่นโดยไม่ต้องเว้นวรรคเพื่อแยกเลขแต่ละหมายเลข (1,2,3)

4.เอกสารอ้างอิงส่วนท้ายของบทความ (References) ให้เรียงลำดับการอ้างอิงตามลำดับ 1,2,3,4,……ไปจนถึงเลขที่สุดท้ายในเนื้อหาให้สอดคล้องกัน ในกรณีที่ต้นฉบับเป็นภาษาไทยให้แปลเป็นภาษาอังกฤษและวงเล็บท้ายเอกสารว่า (in Thai)

รูปแบบการเขียนเอกสารอ้างอิง มีดังนี้

หนังสือที่บรรณาธิการเป็นผู้เขียนทั้งเล่ม

รูปแบบ

Author Surname Initials. Title: subtitle. Edition (if not the first). Place of publication: Publisher; Year.

นามสกุลผู้เขียน อักษรย่อชื่อผู้เขียน. ชื่อหนังสือ.พิมพ์ครั้งที่.สถานที่พิมพ์: สำนักพิมพ์; ปีที่พิมพ์.

ตัวอย่าง

Gilstrap LC, Cunningham FG, VanDorsten JP,editors.Operative obstetrics.2nd ed. New York: McGraw-Hill;2002.

Bronfenbrenner U. Ecological models of Human development.in international encyclopedia of education. 2nd ed. Oxford; Elsevier.1994

วารสาร

รูปแบบ

Author Surname Initials. Title of article. Title of journal, abbreviated. Date of Publication; Volume number (Issue number): Page numbers.

นามสกุลของผู้เขียน อักษรย่อชื่อผู้เขียน. ชื่อเรื่อง. ชื่อวารสาร ปี เดือน ; เล่มที่ของวารสาร (ฉบับที่) :เลขหน้าแรก – หน้าสุดท้ายของบทความ.

ตัวอย่าง

Paowana W. Effect of videotaped video on nursing practice in patients with health problems,boromrajonani nursing college,udonthani,Journal of Nursing and Health Care.2013;31(3) : 99-106. (in Thai)

วิทยานิพนธ์/ดุษฎีนิพนธ์

Author Surname Initials. Title. (dissertation/thesis). City: University; Year.

นามสกุลของผู้เขียน อักษรย่อชื่อผู้เขียน.ชื่อเรื่อง..(dissertation/thesis). เมือง: มหาวิทยาลัย; ปีที่พิมพ์

Sowapak P.Factors related to drug adherence among elders with hypertension.(thesis). Songkla: Prince of Songkla University; 2006. (in Thai)

 

ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ :

พ.อ.หญิง ดร.พัชราภรณ์ อุ่นเตจ๊ะ  บรรณาธิการวารสารพยาบาลทหารบก
317/6  สมาคมพยาบาลทหารบก   ถนนราชวิถี แขวงทุ่งพญาไท  เขตราชเทวี  กรุงเทพฯ 10400

โทร 081-4087798

E-mail : patcharaporn_u@rtanc.ac.th

นโยบายความเป็นส่วนตัว

รายชื่อและบทความที่กรอกผ่านข้อมูลนี้จะถูกใช้ในกิจกรรมของงานวารสาร เท่านั้น และจะไม่เปิดเผยให้บุคคลหรือองค์กรอื่นใดทราบ