ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของการรักษาผู้ป่วยวัณโรคปอด ในจังหวัดระนอง
คำสำคัญ:
โรควัณโรคปอด, ความสำเร็จของการรักษา, การรับรู้บทคัดย่อ
การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความสำเร็จของการรักษาผู้ป่วยวัณโรคปอดในจังหวัดระนอง แบบตัดขวาง (Cross-sectional study) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยวัณโรคปอดที่ขึ้นทะเบียนรักษาในโรงพยาบาลระนอง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2559 และมีผลสำเร็จของการรักษา (success rate) ในปีงบประมาณ 2560 จำนวน 82 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน ทดสอบความน่าเชื่อถือ พบค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.81 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป สถิติพรรณนาที่ใช้วิเคราะห์ลักษณะส่วนบุคคล ปัจจัยทางสังคม กระบวนการรักษา และความสำเร็จของการรักษาผู้ป่วยวัณโรคปอด ได้แก่ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติอนุมานที่ใช้ได้แก่ Fisher’s Exact Test, วิเคราะห์ตัวแปรเดี่ยว (Univariate Analysis) โดยใช้ Odds Ratio (OR) และ 95% confidence interval of odds ratio และ Logistic Regression Analysis
ผลการศึกษา พบว่า ผู้ป่วยวัณโรคปอดในจังหวัดระนอง ในปีงบประมาณ ปี 2560 มีอัตราความสำเร็จของการรักษา คิดเป็นร้อยละ 81.3 ทดสอบความสัมพันธ์ พบว่า ประวัติการเคยอาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีผู้ป่วยวัณโรคปอดมีความสัมพันธ์กับความสำเร็จของการรักษาผู้ป่วยวัณโรคปอดในจังหวัดระนอง (P-value=.043) เมื่อทดสอบปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความสำเร็จของการรักษาผู้ป่วยวัณโรคปอด โดยใช้ Multivariate Analysis พบว่า การไม่มีประวัติเคยอาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีผู้ป่วยวัณโรคปอด มีโอกาสทำให้รักษาวัณโรคปอดสำเร็จ เป็น 5.17 เท่า ของคนที่มีประวัติเคยอาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีผู้ป่วยวัณโรคปอด (95% CI=1.13-23.56) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value=.034)
ดังนั้น ควรเพิ่มประวัติการเคยอาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีผู้ป่วยวัณโรคปอด ในแบบประเมินผู้ป่วยวัณโรคปอดแรกรับ เพื่อประเมินพฤติกรรมของผู้ป่วยที่มีประวัตินี้ ซึ่งเสี่ยงต่อการรักษาไม่สำเร็จ และติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อการเพิ่มอัตราความสำเร็จของการรักษาผู้ป่วยวัณโรคปอดให้สูงขึ้น
เอกสารอ้างอิง
2. World Health Organization. Global tuberculosis report 2017.(อินเตอร์เน็ต).(เข้าถึงเมื่อ 10 สิงหาคม 2561). เข้าถึงได้จาก:https://www.who.int/tb/publications/global_report/en/
3. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.สถานการณ์วัณโรคของประเทศไทย. [ระบบออนไลน์]. (เข้าถึงเมื่อ 10 สิงหาคม 2561).เข้าถึงได้จาก:https://www.tbthailand.org/download/สถานการณ์วัณโรคของประเทศไทย 10 พ.ย.60 final.pdf).
4. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ผลการดำเนินงานควบคุมวัณโรคประเทศไทย ปีงบประมาณ 2552-2558. นนทบุรี: กรมควบคุมโรค; 2559.
5. กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. รายละเอียดตัวชี้วัด กระทรวงสาธารณสุข ประจำปีงบประมาณ 2561. นนทบุรี: กองยุทธศาสตร์และแผนงาน; 2560.
6. กลุ่มงานควบคุมโรค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระนอง. สรุปผลการดำเนินงานวัณโรค. ระนอง: สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระนอง; 2559. เอกสารคัดสำเนา.
7. บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์. (พิมพ์ครั้งที่ 10). กรุงเทพฯ: จามจุรีโปรดักส์; 2551.
8. วราภรณ์ แสงวิเชียร, จิราพร คำแก้ว, ชญานิน กำลัง, ปริญดา จันทร์บรรเจิด, มยุรี พงศ์เพชรดิถ. การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่ออัตราความสำเร็จในการรักษาวัณโรคปอดในคลินิกวัณโรค โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี. วารสารเภสัชศาสตร์อีสาน 2558;11(3):83-91.
9. อุทุมพร ภักดีศิริวงษ์, อนงค์ หาญสกุล. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยวัณโรคปอดโดยการรักษาวัณโรคด้วยระบบยาระยะสั้นแบบมีพี่เลี้ยงในจังหวัดชัยภูมิ. วารสารคณะพลศึกษา 2555; 15(ฉบับพิเศษ):201-208.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ลงพิมพ์ในวารสารเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย ถือเป็นผลงานวิชาการ งานวิจัย วิเคราะห์ วิจารณ์ ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้นิพนธ์ กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป และผู้นิพนธ์จะต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง