ผลของโปรแกรมการให้คำแนะนำอย่างมีแบบแผนด้วยสื่อดิจิทัลต่อความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนโรคธาลัสซีเมีย

Main Article Content

วรวุฒิ แสงทอง
ศุภรดา มั่นยืน

บทคัดย่อ

บทนำ : โรคธาลัสซีเมียเป็นโรคโลหิตจางเรื้อรังทางพันธุกรรมที่พบบ่อยในเด็ก ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ
การดำเนินชีวิต และคุณภาพชีวิตของเด็ก การมีความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญต่อการป้องกันภาวะแทรกซ้อน


วัตถุประสงค์การวิจัย : เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการให้คำแนะนำอย่างมีแบบแผนด้วยสื่อดิจิตัลต่อความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนโรคธาลัสซีเมีย


วิธีดำเนินการวิจัย : การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กวัยเรียนโรคธาลัสซีเมีย อายุ 6–9 ปี จำนวน 60 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการให้คำแนะนำอย่างมีแบบแผนด้วยสื่อดิจิทัล กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือ ได้แก่ แบบสอบถามความรู้ในการดูแลตนเอง ค่า KR-20 เท่ากับ 0.84 และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเอง ค่าแอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ
เชิงพรรณนา paired t-test และ independent t-test


ผลการวิจัย : ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เพิ่มจาก 15.40 (SD=1.59) เป็น 18.07 (SD = 1.03) และพฤติกรรมการดูแลตนเองโดยรวมเพิ่มจาก 88.40 (SD=12.21) เป็น 102.80 (SD=8.92) สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .001 ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ และกลุ่มทดลองมีผลต่างของคะแนนเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มควบคุมทั้งความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองโดยรวมและรายด้าน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .001


สรุปผล : โปรแกรมการให้คำแนะนำอย่างมีแบบแผนด้วยสื่อดิจิทัลสามารถส่งเสริมความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนโรคธาลัสซีเมียได้

Downloads

Download data is not yet available.

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
แสงทอง ว., & มั่นยืน ศ. (2026). ผลของโปรแกรมการให้คำแนะนำอย่างมีแบบแผนด้วยสื่อดิจิทัลต่อความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนโรคธาลัสซีเมีย. วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี, 20(2), e289922. สืบค้น จาก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/289922
ประเภทบทความ
นิพนธ์ต้นฉบับ

เอกสารอ้างอิง

ชื่นจิตต์ สมจิตต์, กนกรัตน์ อรรถชัยพานิช, และอัญญารัตน์ สุมา. (2566). ผลของโปรแกรมการให้ความรู้ต่อความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเอง ของเด็กวัยเรียนโรคธาลัสซีเมีย โรงพยาบาลแพร่. วารสารสาธารณสุขแพร่เพื่อการพัฒนา, 3(2), 63–76.

ปทุมทิพย์ ปิ่นหย่า. (2565). ประสิทธิผลของการให้ความรู้อย่างมีแบบแผนต่อความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนโรคธาลัสซีเมีย. วารสารวิจัยการพยาบาลและการสาธารณสุข, 2(3), 32–47.

ภูษณิศา มาพิลูน, ปรีย์กมล รัชนกุล, และวาริยา หมื่นสา. (2559). ผลของโปรแกรมการพัฒนาความสามารถในการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนโรคธาลัสซีเมีย และความสามารถในการดูแลเด็กของผู้ดูแลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็ก. วารสารสภาการพยาบาล, 31(2), 52–68.

ศศิวิมล ลิ้มวัฒนะ. (2566). ผลของการให้ข้อมูลผ่านสื่อแอปพลิเคชันโดยครอบครัวมีส่วนร่วมต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหืด. [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. คลังปัญญาจุฬาฯ. https://digital.car.chula.ac.th/chulaetd/12773

ศิริยุพา สนั่นเรืองศักดิ์, นฤมล ธีระรังสิกุล, พจนารถ สารพัด, และมณีพร ภิญโญ. (2563). รูปแบบการจัดการตนเองของเด็กที่ป่วยด้วยโรคธาลัสซีเมีย. วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, 28(2), 27–39.

สำนักสารนิเทศ. (8 พฤษภาคม 2568). 8 พฤษภาคม ของทุกปี วันธาลัสซีเมียโลก หมอเด็กห่วงใยสุขภาพเด็กไทยทุกคน. สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. https://pr.moph.go.th/online/index/news/318985online

สุกัญญา ฆารสินธุ์, ณัฏฐพล นนทิบุตรธีรชัย, กฤชกันทร สุวรรณพันธุ์, และกฤชกันทร สุวรรณพันธุ์. (2565). การพัฒนาสื่อวิดีโอให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพตนเอง ของเด็กป่วยวัยเรียนโรคธาลัสซีเมีย. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้, 9(3), 60–71.

สุรัตน์ สินภูมิภาณุรักษ์. (2566). ผลของโปรแกรมการพัฒนาความสามารถในการดูแลตนเองต่อพฤติกรรม การดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนโรคธาลัสซีเมีย หอผู้ป่วยกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลเพชรบูรณ์. เพชรบูรณ์เวชสาร, 3(2), 149–63.

อรุณ จิรวัฒน์กุล. (2558). สถิติทางวิทยาศาสตร์สุขภาพเพื่อการวิจัย (พิมพ์ครั้งที่ 4). บริษัท วิทยพัฒน์ จำกัด.

Bloom, B. S. (1975). Taxonomy of Educational Objectives: The Classification of Educational Goals: Handbook 1: Cognitive Domain (20th ed.). David McKay Publications.

Chaibunruang, A., Sornkayasit, K., Chewasateanchai, M., Sanugul, S., Fucharoen, G., & Fucharoen, S. (2018). Prevalence of thalassemia among newborns: A re-visited after 20 years of a prevention and control program in northeast Thailand. Mediterranean Journal of Hematology and Infectious Diseases, 10(1), Article e2018054. https://doi.org/10.4084/MJHID.2018.054

Cohen, J. (1992). A power primer. Psychological Bulletin, 112(1), 155–9. https://doi.org/10.1037/0033-2909.112.1.155

Farmakis, D., Porter, J., Taher, A., Domenica Cappellini, M., Angastiniotis, M., & Eleftheriou, A. (2022). 2021 Thalassaemia International Federation guidelines for the management of transfusion-dependent thalassemia. HemaSphere, 6(8), Article e732. https://doi.org/10.1097/HS9.0000000000000732

Hockenberry, M. J., Wilson, D., & Rodgers, C. C. (2022). Wong’s essentials of pediatric nursing (11th ed.). Elsevier.

Kharaman-nia, F., Rezaei, H., Roustaei, N., Etemadfar, P., & Hosseini, N. (2023). Comparing the effects of self-care education by lecture and smartphone application on self-efficacy of patients with thalassemia. BMC Medical Informatics and Decision Making, 23, Article 21. https://doi.org/10.1186/s12911-023-02097-4

Mayer, R. E. (2021). Multimedia learning (3rd ed.). Cambridge University Press. https://doi.org/10.1017/9781316941355

Orem, D. E. (2001). Nursing: Concepts of practice. Mosby-Year Book.

Paiboonsukwong, K., Jopang, Y., Winichagoon, P., & Fucharoen, S. (2022). Thalassemia in Thailand. Hemoglobin, 46(1), 53–7. https://doi.org/10.1080/03630269.2022.2025824

Taher, A. T., Farmakis, D., Porter, J. B., Cappellini, M. D., & Musallam, K. M. (Eds.). (2025). Guidelines for the management of transfusion-dependent β-thalassaemia (5th ed.). Thalassaemia International Federation.

Zareban, I., Oudi-Akbari, Z., Jadgal, M. S., Ansari, H., & Hosseinzehi Zamani, J. (2024). Effectiveness of the application of an educational program based on the Theory of Planned Behavior (TPB) in adopting preventive behaviors among mothers who have thalassemia children in Iran: A randomized controlled trial. Egyptian Journal of Medical Human Genetics, 25, Article 40. https://doi.org/10.1186/s43042-024-00487-5