ผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลทารกแรกเกิดที่มีภาวะติดเชื้อต่อผลลัพธ์ทางการพยาบาล โรงพยาบาลปทุมธานี
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทนำ : ภาวะติดเชื้อในทารกแรกเกิด ทั้งที่เกิดในช่วง 72 ชั่วโมงแรกหลังคลอด และที่เกิดหลังจากนั้น เป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญ เนื่องจากอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ดังนั้น การใช้แนวปฏิบัติทางการพยาบาลที่เป็นมาตรฐานจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อยกระดับคุณภาพและผลลัพธ์ในการดูแลทารกแรกเกิด
วัตถุประสงค์การวิจัย : เพื่อศึกษาผลลัพธ์ทางการพยาบาลจากการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลทารกแรกเกิดที่มีภาวะติดเชื้อ โรงพยาบาลปทุมธานี
วิธีดำเนินการวิจัย : การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพ จำนวน 13 คน และทารกแรกเกิดอายุ 0–28 วัน จำนวน 80 ราย เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินการปฏิบัติการพยาบาล และแบบบันทึกข้อมูลผลลัพธ์ทางคลินิก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติ Wilcoxon Signed Rank Test สถิติ Mann-Whitney U Test และสถิติ Chi-square Test
ผลการวิจัย : ผลการศึกษาพบว่า หลังการพัฒนาพยาบาลตามแนวปฏิบัติ พยาบาลมีคะแนนความรู้และคะแนนการปฏิบัติการพยาบาลโดยรวมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05) รวมทั้งคะแนนการปฏิบัติรายด้านก็เพิ่มขึ้นทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญ (p<.05) อย่างไรก็ตาม ด้านผลลัพธ์ของทารกแรกเกิด พบว่า ระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลและจำนวนทารกที่ได้รับการเจาะหลังระหว่างกลุ่มก่อนและหลังการใช้แนวปฏิบัติไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
สรุปผล : การใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลทารกแรกเกิดที่มีภาวะติดเชื้อช่วยพัฒนาพยาบาลให้มีความรู้และการปฏิบัติของพยาบาลที่ดีขึ้นได้ แม้ว่าผลลัพธ์ด้านทารกยังไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ แต่แนวปฏิบัตินี้สามารถนำไปใช้เป็นมาตรฐานในการดูแลทารกแรกเกิดในหน่วยงานต่อไปได้
Downloads
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี และคณาจารย์ท่านอื่น ในวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใด ๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว
เอกสารอ้างอิง
กัณณิกา อยู่มั่น. (2564). ลักษณะการติดเชื้อในกระแสเลือดของทารกแรกเกิดในโรงพยาบาลพังงา. วารสารวิชาการแพทย์ เขต 11, 35(1), 37–49.
ฉฎาธร ปรานมนตรี, วรรณภา ตั้งแต่ง, พรจันทร์ สุวรรณมนตรี, ประกอบพร ทิมทอง, และชุลีพร การะภักดี. (2565). การพัฒนาระบบการพยาบาลภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดทารกแรกเกิด. วารสาร วิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3, 19(2), 138–54.
ชลดา ฤทธิ์วีระเดช. (2562). ผลของการใช้แนวทางการรักษามาตรฐานกับแนวทางการป้องกันและรักษาการติดเชื้อที่พัฒนาขึ้นใหม่ต่อภาวะติดเชื้อในทารกแรกเกิด. วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม, 16(3), 23–32.
ตรีปพัฒน์ มั่นสัมฤทธิ์, กนิษฐา ทองศรี, และธนโชติ โชติชานนท์. (2566). การศึกษาความสัมพันธ์ของการเกิดภาวะการติดเชื้อแรกคลอดของทารกแรกเกิด ภายใน 72 ชั่วโมง ของมารดาวัยรุ่น โรงพยาบาลอุตรดิตถ์. วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและวิจัยทางการแพทย์, 38(1), 56–69.
ธนัชชา มาลัย. (2567). การศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะติดเชื้อในกระแสโลหิตระยะแรกหลังเกิดในทารกแรกเกิด โรงพยาบาลยโสธร. ยโสธรเวชสาร, 27(2), 2723021.
ปิยดา พรใหม่. (2564). อุบัติการณ์และปัจจัยเสี่ยงของภาวะสงสัยติดเชื้อระยะแรกในทารกแรกเกิดของโรงพยาบาลปราสาท. วารสารโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์, 17(2), 56–73.
ผจงวรรณ อดุลยศักดิ์, ณัฐศิกา ใคร่ครวญ, และสุภาภรณ์ ประยูร มหิศร. (2567). การพัฒนาระบบการพยาบาลทารกแรกเกิดที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสโลหิต โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา จังหวัดกาญจนบุรี. วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน, 9(1), 190–200.
วิลาวัลย์ วงศ์วัฒนอนันต์. (2566). อุบัติการณ์ของภาวะติดเชื้อในทารกแรกเกิดลักษณะทางคลินิกและการรักษาในทารกแรกเกิดที่คลอดในโรงพยาบาลปักธงชัย. วารสารวิจัยและพัฒนาด้านสุขภาพ, 9(1), 62–77.
ศรีทุม คำดา, ปริศนา นวลบุญเรือง, เกษกาญจน์ อุ่นนุช, และพัชรินทร์ สิงห์ทราช. (2567). การพัฒนารูปแบบการพยาบาลเพื่อป้องกันการติดเชื้อในทารกแรกเกิด โรงพยาบาลศรีสังวาลย์ จังหวัดแม่ฮ่องสอน. วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ, 9(4), 368–78.
สุภาภรณ์ น้อยเจริญ, อารมย์ พรหมดี, แสงไทย ไตรยวงค์, และวงค์เพ็ชรผลสวัสดิกุล. (2567). ผลการพัฒนารูปแบบการดูแลทารกแรกเกิดเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือดระยะแรกหอผู้ป่วยทารกแรกเกิดป่วย โรงพยาบาล มุกดาหาร. วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน, 9(5), 141–52.
อัจฉรา คำมะทิตย์. (2564). หลักฐานเชิงประจักษ์ทางการพยาบาล: ค้นหา วิเคราะห์ และนำไปใช้อย่างไร. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้, 8(2), 315–28.
Asad, V. (2025). Nurses’ knowledge and practices in neonatal sepsis prevention. SOCIAL PSYCHOLOGY AND HUMAN EXPERIENCE, 2(1), 1–19. https://doi.org/10.62596/w9cqan77
Ayanian, J. Z., & Markel, H. (2016). Donabedian’s lasting framework for health care quality. New England Journal of Medicine, 375(3), 205–7. https://doi.org/10.1056/NEJMp1605101
Coggins, S. A., & Glaser, K. (2022). Updates in late-onset sepsis: risk assessment, therapy, and outcomes. Neoreviews, 23(11), 738–55. https://doi.org/10.1542/neo.23-10-e738
Cullen, L., Hanrahan, K., Edmonds, S. W., Reisinger, H. S., & Wagner, M. (2022). Iowa implementation for sustainability framework. Implementation Science, 17(1), 1. https://doi.org/10.1186/s13012-021-01157-5
Glaser, M. A., Hughes, L. M., Jnah, A., & Newberry, D. (2021). Neonatal sepsis: a review of pathophysiology and current management strategies. Advances in neonatal care, 21(1), 49–60. https://doi.org/10.1097/ANC.0000000000000769
Kottner, J., Audigé, L., Brorson, S., Donner, A., Gajewski, B. J., Hróbjartsson, A., Roberts, C., Shoukri, M., & Streiner, D. L. (2011). Guidelines for reporting reliability and agreement studies (GRRAS) were proposed. Journal of Clinical Epidemiology, 64(1), 96–106. https://doi.org/10.1016/j.jclinepi.2010.03.002
Polit, F.D., & Beck, C.T. (2021). Nursing Research: Generating and Assessing Evidence for Nursing Practice (11th Ed). Lippincott Williams & Wilkins.
Sultan, H. M., Ibrahim, A. M., & Elmahdy, M. A. A. (2024). Neonatal sepsis: A review of current management strategies. Journal of Neonatal Nursing, 30(6), 539–51. https://doi.org/10.1016/j.jnn.2024.02.010
World Health Organization. (2024). WHO recommendations for management of serious bacterial infections in infants aged 0-59 days. https://www.who.int/publications/i/item/9789240102903