การพัฒนาระบบบริการพยาบาลในการจัดการหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจางของแผนกฝากครรภ์ โรงพยาบาลตรัง
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทนำ : อัตราภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์ทั้งในระดับประเทศและจังหวัดตรังยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของทั้งมารดาและทารกในครรภ์
วัตถุประสงค์การวิจัย : เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลระบบบริการพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจาง
วิธีดำเนินการวิจัย : การวิจัยและพัฒนานี้ดำเนินการระหว่างเดือนพฤษภาคม 2567 ถึงกรกฎาคม 2568 แบ่งเป็น 4 ระยะ คือ 1) การศึกษาสถานการณ์โดยทบทวนวรรณกรรมและสัมภาษณ์เชิงลึกหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจาง จำนวน 10 คน และพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 3 คน 2) การพัฒนาร่างระบบบริการ 3) การทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจาง จำนวน 30 คน โดยใช้การวิจัยกึ่งทดลองกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง และ 4) การประเมินประสิทธิผลของระบบบริการ การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ Dependent t-test
ผลการวิจัย : ระบบบริการที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) ด้านโครงสร้าง โดยการจัดตั้งคลินิกซีด 2) ด้านกระบวนการ โดยการให้ความรู้และการส่งเสริมการดูแลตนเอง และ 3) ด้านผลลัพธ์ โดยการติดตามระดับค่าฮีมาโตคริต จากการประเมินประสิทธิผลของระบบบริการ พบว่าภายหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างมีความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ระดับค่าเฉลี่ยฮีมาโตคริตของกลุ่มตัวอย่างเมื่อเข้าสู่ระยะคลอดเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001)
สรุปผล : ระบบบริการที่พัฒนาขึ้นช่วยลดอุบัติการณ์ภาวะโลหิตจางและยกระดับพฤติกรรมการดูแลตนเองของหญิงตั้งครรภ์ได้อย่างมีนัยสำคัญ จึงเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมสำหรับการประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพการดูแลในหน่วยงานฝากครรภ์ต่อไป
Downloads
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี และคณาจารย์ท่านอื่น ในวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใด ๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว
เอกสารอ้างอิง
กรมอนามัย. (2556). แนวทางการควบคุมและป้องกันภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก. สำนักโภชนาการ กระทรวงสาธารณสุข. https://nutrition2.anamai.moph.go.th/th/book/194488
กรมอนามัย. (2564). แนวทางการพัฒนาระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในระบบบริการสุขภาพ. กระทรวงสาธารณสุข.
กระทรวงสาธารณสุข. (2568). ระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (Health Data Center: HDC). https://dashboard.anamai.moph.go.th/dashboard/anemia1549n?year=2025
ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย. (2568). แนวทางเวชปฏิบัติของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่ง ประเทศไทย เรื่องการป้องกันและรักษาภาวะโลหิตจางในสตรีตั้งครรภ์. https://www.rtcog.or.th/files/1754468534_a1313bf4e47ba4bf4499.pdf
พิศสมัย ไลออน, กำทร ดานา, อนุชา ไทยวงษ์, และกาญจนา จันทะนุย. (2567). การพัฒนาแนวทางการส่ง เสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพของสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม. วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์, 16(1), 131–49.
อนุพันธ์ ประจำ, และชนัชชา อุปฮาด. (2564). ผลของรูปแบบการป้องกันภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กของหญิงตั้งครรภ์. วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, 4(2), 121–9.
American College of Obstetricians and Gynecologists. (2021). Anemia in pregnancy: ACOG Practice Bulletin, number 233. Obstetrics & Gynecology, 138(2), 55–64. https://doi.org/10.1097/AOG.0000000000004477
Cohen, J. (1988). Statistical power analysis for the behavioral sciences (2nd ed.). Lawrence Erlbaum Associates.
Donabedian, A. (2003). An introduction to quality assurance in health care. Oxford University Press.
Elsharkawy, N. B., Abdelaziz, E. M., Ouda, M. M., & Oraby, F. A. (2022). Effectiveness of health information package program on knowledge and compliance among pregnant women with anemia: A randomized controlled trial. International Journal of Environmental Research and Public Health, 19(5), 2724. https://doi.org/10.3390/ijerph19052724
Faul, F., Erdfelder, E., Lang, A. G., & Buchner, A. (2007). G*Power 3: A flexible statistical power analysis program for the social, behavioral, and biomedical sciences. Behavior Research Methods, 39(2), 175–91. https://doi.org/10.3758/BF03193146
Obianeli, C., Afifi, K., Stanworth, S., & Churchill, D. (2024). Iron deficiency anemia in pregnancy: A narrative review from a clinical perspective. Diagnostics, 14(20), 1–17. https://doi.org/10.3390/diagnostics14202306
Pinsuwan, S., Chatchawet, W., & Chunuan, S. (2022). Effectiveness of interactive learning via multimedia technology with family support program among pregnant women with anemia: A quasi-experimental study. Pacific Rim International Journal of Nursing Research, 26(4), 600–12.
Wang, R., Xu, S., Hao, X., Jin, X., Pan, D., Xia, H., Liao, W., Yang, L., & Wang, S. (2025). Anemia during pregnancy and adverse pregnancy outcomes: A systematic review and meta-analysis of cohort studies. Frontiers in Global Women's Health, 6, 1502585. https://doi.org/10.3389/fgwh.2025.1502585
World Health Organization. (2016). WHO recommendations on antenatal care for a positive pregnancy experience. https://www.who.int/publications/i/item/9789241549912