ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

ผู้แต่ง

  • ภัทรวดี คลองข่อย นักศึกษาหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (การจัดการระบบสุขภาพ) มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดปทุมธานี
  • รัฐพล ศิลปรัศมี คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดปทุมธานี
  • ขนิษฐา นาคเกลี้ยง คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดปทุมธานี

คำสำคัญ:

โรคเบาหวานชนิดที่ 2, พฤติกรรมการดูแลตนเอง, การรู้เรื่องสุขภาพ, การสนับสนุนทางสังคม, การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

บทคัดย่อ

การวิจัยเชิงแบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดูแลตนเองและปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี กลุ่มตัวอย่างอายุ 20 ปีขึ้นไป จำนวน 261 คน ระะดับน้ำตาลในเลือดไม่เกิน 140 mg/dL หรือค่า HbA1c ไม่เกินร้อยละ 7 คัดเลือกด้วยการสุ่มตัวอย่างหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ความรอบรู้ด้านสุขภาพ แรงสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมการดูแลตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการถดถอยพหุคูณที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ0.05

ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี โดยรวมอยู่ในระดับสูง ( = 30.72, SD = 3.83) ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
ได้แก่ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (B = 0.430, β = 0.265, p = 0.001) และแรงสนับสนุนทางสังคม
(B = 0.662, β = 0.219, p = 0.003) โดยตัวแปรดังกล่าวสามารถร่วมทำนายพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีร้อยละ 12.22 (R2 = 0.122)

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพ และแรงสนับสนุนทางสังคมมีความสำคัญต่อพฤติกรรมการดูแลตนเอง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพ้นที่สามารถนำเป็นแนวทางการวางแผนและออกแบบกิจกรรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ และผลักดันกิจกรรมที่เกิดจากการสนับสนุนจากครอบครัว ชุมชน และทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อส่งเสิมพฤติกรรมที่เหมาะสมในการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวาน

เอกสารอ้างอิง

กรชนก มหิทธิมานนท์, อรวรรณ แผนคง, และ ทัศนีย์ ตงเปา. (2565). ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและระดับน้ำตาลสะสมในเลือด. วารสารวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพ, 15(2), 125–138. https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/268486

กิตติพงษ์ พันธ์งาม, อรัญญา นามวงศ์, และ สุพรรณิการ์ ปินตาคำ. (2567). ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในชุมชนกึ่งเมือง. วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข, 18(2), 145-158.

กระทรวงสาธารณสุข. (2568). ระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (Health Data Center: HDC): ตัวชี้วัดผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี จังหวัดปทุมธานี อำเภอคลองหลวง. moph.go.th

ณัฐราช ยะราช. (2564). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับน้ำตาลสะสมในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานในโรงพยาบาลจุน [การศึกษาอิสระระดับปริญญาสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยพะเยา]. University of Phayao Digital Collections. https://updc.up.ac.th/handle/123456789/271

ประทุม ทิพย์มล, และ สมเกียรติ สัญญานุจิต. (2565). พฤติกรรมการดูแลตนเองและการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน. วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, 16(1), 45–56. https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHQJ/article/view/254542

พัชราภรณ์ ศรีสุข, และ สมใจ พุทธาภิบาล. (2565). ผลของแรงสนับสนุนทางสังคมต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2. วารสารเกื้อการุณย์, 29(2), 112-125.

ศิริพร คำรอด, และ นงนุช โสภิรส. (2564). ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2. วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ, 44(4), 34-46.

สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. (2566). แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน 2566. บริษัทศรีเมืองการพิมพ์จำกัด.

ElSayed, N. A., Aleppo, G., Aroda, V. R., Bannuru, R. R., Brown, F. M., Bruemmer, D., Collins, B. S., Hilliard, M. E., Isaacs, D., Johnson, E. L., Kahan, S., Khunti, K., Leon, J., Lyons, S. K., Perry, M. L., Prahalad, P., Pratley, R. E., Seley, J. J., Stanton, R. C., & Gabbay, R. A. (2023). 6. Glycemic targets: Standards of Care in Diabetes—2023. Diabetes Care, 46(Suppl. 1), S97–S110. https://doi.org/10.2337/dc23-S006

Cohen, J. (1988). Statistical power analysis for the behavioral sciences (2nd ed.). Lawrence Erlbaum Associates.

Faselis, C., Katsimardou, A., Imprialos, K., Deligkaris, P., Kallistratos, M., & Dimitriadis, K. (2020). Microvascular complications of type 2 diabetes mellitus. Current Vascular Pharmacology, 18(2), 117–124.

Faul, F., Erdfelder, E., Buchner, A., & Lang, A.-G. (2009). Statistical power analyses using G*Power 3.1: Tests for correlation and regression analyses. Behavior Research Methods, 41(4), 1149–1160.

International Diabetes Federation. (2022). IDF Diabetes Atlas (10th ed.). International Diabetes Federation.https://diabetesatlas.org/idfawp/resource-files/2021/07/IDF_Atlas_10th_Edition_2021.pdf

House, J. S. (1981). Work stress and social support. Addison-Wesley.

Karimy, M., Koohestani, H. R., & Araban, M. (2018). The association between attitude, self-efficacy, and social support and adherence to diabetes self-care behavior. Diabetology & Metabolic Syndrome, 10, Article 86. https://doi.org/10.1186/s13098-018-0386-6

Marciano, L., Camerini, A.-L., & Schulz, P. J. (2019). The role of health literacy in diabetes knowledge, self-care, and glycemic control: A meta-analysis. Journal of General Internal Medicine, 34(6), 1007–1017.

Nutbeam, D. (2000). Health literacy as a public health goal: A challenge for contemporary health education and communication strategies into the 21st century. Health Promotion International, 15(3), 259–267.

Pamungkas, R. A., Chamroonsawasdi, K., & Vatanasomboon, P. (2017). A systematic review: Family support interventions to medical outcomes for type 2 diabetes mellitus patients. Journal of Clinical and Diagnostic Research, 7(3), 62; https://doi.org/10.3390/bs7030062

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

01-09-2026

รูปแบบการอ้างอิง

คลองข่อย ภ., ศิลปรัศมี ร., & นาคเกลี้ยง ข. (2026). ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี. วารสารศาสตร์สาธารณสุขและนวัตกรรม, 6(2), e287423. สืบค้น จาก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/287423