ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหืดในคลินิกโรคหอบหืด โรงพยาบาลถ้ำพรรณรา จังหวัดนครศรีธรรมราช
คำสำคัญ:
คลินิกโรคหอบหืด, พฤติกรรมการดูแลตนเอง, ผู้ป่วยโรคหืดบทคัดย่อ
การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดูแลตนเองและวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหืดในคลินิกโรคหอบหืด โรงพยาบาลถ้ำพรรณรา จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่าง 138 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบเป็นระบบ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม ผ่านผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน มีค่า IOC ระหว่าง 0.67-1.00 มีค่าความเที่ยงของความเชื่อในศักยภาพของตนเอง การรับรู้ความเจ็บป่วยของโรค พลังอำนาจจากบุคคลใกล้ชิด การจัดการสิ่งแวดล้อมที่บ้าน และพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหืด เท่ากับ 0.84, 0.81, 0.92, 0.73 และ 0.81 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติถดถอยแบบขั้นตอน
ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหืดในภาพรวมอยู่ในระดับสูง
(M= 4.10, SD.= 0.57) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านการพัฒนาทางจิตวิญญาณ (M= 4.45, SD.= 0.65) รองลงมาคือ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (M= 4.34, SD.= 0.67) ด้านความรับผิดชอบต่อสุขภาพ (M= 4.23, SD.= 1.16) ด้านการจัดการกับความเครียด (M= 4.18, SD.= 0.76) ด้านโภชนาการ (M= 3.90, SD.= 0.65) และด้านกิจกรรมทางกาย มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด อยู่ในระดับปานกลาง (M= 3.52, SD.= 1.00) ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหืด 2 ปัจจัย ได้แก่ ความเชื่อในศักยภาพของตนเอง และการจัดการสิ่งแวดล้อมที่บ้าน สามารถอธิบายการผันแปรพฤติกรรมการดูแลตนเอง ได้ร้อยละ 46.0 (adjR2= 0.46) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < .05) ฉะนั้น บุคลากรที่ปฏิบัติในคลินิกโรคหืดควรจัดโครงการเสริมพลังอำนาจ และปรับรูปแบบการให้สุขศึกษาจากการให้ข้อมูลทางเดียว เป็นการฝึกทักษะการพ่นยา เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ป่วย
เอกสารอ้างอิง
กฤษฎา แสนโสม. (2568). ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลผู้สูงอายุโรคหืด อำเภอคาชะอี จังหวัดมุกดาหาร. วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 13(2), 1-19.
เกศราพร แก้วลาย และสงบ บุญทองโท. (2563). ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างแรงจูงใจต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคหืด. วารสารวิชาการสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม, 4(7), 153-165.
พิณทอง จอมพุก. (2562). รูปแบบการจัดการการดูแลผู้ป่วยหอบหืด โรงพยาบาลชุมชนระดับทุติยภูมิจังหวัดสระบุรี. (วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
พรรณี ปรรคลักษ์, นฤมล ธีระรังสิกุล และศิริยุพา สนั่นเรืองศักดิ์. (2560). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการกำกับตนเองในการควบคุมโรคหืดของเด็กวัยเรียน. วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, 25(4), 32-41.
รจนา หมั่นวิชา. (2562). พฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหอบหืด โรงพยาบาลนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู. มหาราชนครศรีธรรมราช เวชสาร, 2(2), 13-20.
รุ่งทิพย์ พลจรัส, วิชชุดา เจริญกิจการ, ดวงรัตน์ วัฒนกิจไกรเลิศ และพันวดี รัตนสุมาวงศ์. (2562). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองในผู้ป่วยโรคหอบหืด. วารสารพยาบาลตำรวจ, 11(1), 129-138.
โรงพยาบาลถ้ำพรรณรา. (2568). ทะเบียนผู้ป่วยโรคหืด. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช.
วิยดา สุวรรณชาติ และนรลักขณ์ เอื้อกิจ. (2559). ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคหืดวัยผู้ใหญ่. วารสารเกื้อการุณย์, 23(1), 60-72.
วงษ์เดือน จุแดง และศศิธร จตุโภคา. (2563). พฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหืดในเด็ก 0-5 ปีในโรงพยาบาลดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี. วารสารแพทย์เขต 4-5, 39(3), 488-499.
สมศักดิ์ อินทมาต, ดาวประกาย หญ้างาม, วริศรา รักษาภักดี และสุจิตรา พงศ์วงประเสริฐ. (2566). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยโรคหืดเด็กของผู้ดูแล. วารสารสุขภาพและสิ่งแวดล้อมศึกษา, 8(3), 53-59.
สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย. (2561). GINA update guideline 2018. เข้าถึงเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 จาก http://www.thoracicsocietythai.org /2018/04/01/global-initiative-for-asthma gina-guidelines-2018/.
สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย. (2566). แนวทางวินิจฉัยและบำบัดโรคหืดในผู้ใหญ่ สำหรับอายุรแพทย์และแพทย์ทั่วไปในประเทศไทย พ.ศ.2566. กรุงเทพ ฯ: บริษัท ภาพพิมพ์ จำกัด
สวรรค์ รุจิชยากูร. (2564). ผลของโปรแกรมการสอนที่มีต่อความรู้ พฤติกรรมการดูแลตนเองและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหืดโรงพยาบาลพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด. วารสารวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ, 2(1), 91-97.
สุวรรณา จิตต์วราวงษ์ และกิตติพร เนาว์สุวรรณ. (2564). ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยหืดในคลินิกโรคหอบหืด โรงพยาบาลควนเนียง จังหวัดสงขลา. ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์, 11(1), 15-26.
Best, J. W. (1977). Research in Education. (3nded). Englewod cliffs: N.J. Prentice-Hall.
Cohen, J. (1988). Statistical Power Analysis for the Behavioral Sciences. (2nded) Statistical Power Analysis Program for the Social, Behavioral, and Biomedical Sciences. Behavior Research Methods 2007, 39 (2), 175-191
https://doi.org/10.3758/BF03193146
Faul, F., Erdfelder, E., Lang, A.-G., & Buchner, A. (2007). G*Power 3: A flexible statistical power analysis program for the social, behavioral, and biomedical sciences. Behavior Research Methods, 39(2), 175–191. https://doi.org/10.3758/BF03193146
Likert, R. (1932). A technique for the measurement of attitudes. Archives of Psychology, 22(140), 1–55.
McEwen, M., & Wills, E. M. (2014). Theoretical basis for nursing (4th ed.). Philadelphia: Lippincott.
Orem, D. E., Taylor, S. G., & Renpenning, K. M. (2001). Nursing: Concepts of practice. (6th ed.). St. Louis: Mosby.
Pender, N. J. (1996). Health Promotion in Nursing Practice. Norwalk: Appleton & Lange.
The Global Initiative for Asthma (GINA). (2021). Global Strategy for Asthma Management and Prevention. https://ginasthma.org/
World Health Organization. (2022). Asthma. https://www.who.int/newsroom/fact-sheets/detail/asthma.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
1. บทความหรือข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารศาสตร์สาธารณสุขและนวัตกรรม ที่เป็นวรรณกรรมของผู้เขียน บรรณาธิการ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
2. บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ วารสารศาสตร์สาธารณสุขและนวัตกรรม