ความแตกต่างระหว่างเพศต่อความรุนแรงของความปวดและผลกระทบของความปวด ในผู้สูงอายุโรคมะเร็ง

ผู้แต่ง

  • สุกัญญา ขันวิเศษ วิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี
  • จันจิรา หินขาว วิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
  • ยศพล เหลืองโสมนภา วิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
  • นุสรา ประเสริฐศรี วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก

คำสำคัญ:

ความรุนแรงของความปวด, ผลกระทบของความปวด, ผู้สูงอายุ, เพศ, โรคมะเร็ง

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเพศหญิงและเพศชายต่อระดับความรุนแรงของการปวดและผลกระทบของความปวดในผู้สูงอายุโรคมะเร็งที่เข้ารับการรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี โดยใช้กรอบแนวคิดแบบจำลองการประเมินอาการ (Symptom Appraisal Models) การศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบวิเคราะห์ทุติยมาน ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์ประกอบด้วย ข้อมูลเพศ ความรุนแรงและผลกระทบของความปวด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แบบสอบถามเกี่ยวกับลักษณะของผู้ตอบแบบสอบถาม 2) แบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วย (Case record form) และ3) แบบประเมินการเจ็บปวดโดยย่อ (Brief Pain Inventory: BPI) ฉบับภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่ามัธยฐาน พิสัยควอไทล์ เปรียบเทียบความรุนแรงของความปวดและผลกระทบจากความปวดระหว่างกลุ่มตัวอย่างเพศชายและหญิงด้วยสถิติ Mann-Whitney U test

ผลการศึกษาเปรียบเทียบความรุนแรงและผลกระทบของความปวดในผู้สูงอายุโรคมะเร็งจำนวน 220 ราย ระหว่างเพศหญิงจำนวน 139 ราย กับเพศชายจำนวน 81 ราย พบว่าเพศชายมีความปวดระดับน้อยมากที่สุดร้อยละ 53.1 ขณะที่เพศหญิงมีความปวดระดับปานกลางมากที่สุดร้อยละ 43.2 โดยกิจกรรมที่ได้รับผลกระทบสูงสุดจากความปวดในทั้งสองเพศคือความสุขในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบระหว่างเพศ พบว่าคะแนนความรุนแรงของความปวดและผลกระทบจากความปวด ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .222 และ p = .106 ตามลำดับ) ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า แม้จะไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างเพศในเรื่องความรุนแรงของความปวดและผลกระทบจากความปวด การพิจารณาความแตกต่างระหว่างเพศทางคลินิกและรูปแบบของผลกระทบในแต่ละด้านยังคงมีความสำคัญต่อการวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล รวมถึงการให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อความสุขในชีวิตประจำวันในทั้งสองเพศ เพื่อการเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยผู้สูงอายุโรคมะเร็งให้ดียิ่งขึ้นไป

เอกสารอ้างอิง

กัลยา ยิบประดิษฐ์, น้ำฝน วชิรัตนพงษ์เมธี, และจินตนา ทองเพชร. (2567). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการตัดสินใจเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงของประชากรเขตเทศบาลเมืองชะอำ จังหวัดเพชรบุรี. วารสารวิจัยเพื่อการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิต, 4(2), 61-72.

เกษศรินท์ วัชระพิมลมิตร, และอมรศักดิ์ โพธิ์อ่ำ. (2566). ความรอบรู้ด้านสุขภาพที่มีผลต่อการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูกของผู้หญิงในตำบลหนองปากโลง อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม. วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนอร์ทเทิร์น, 4(3), 31-43.

ชลากร พรหมนิล. (2567). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเข้ารับการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกของสตรี อายุ 30-60 ปี ในเขตรับผิดชอบ โรงพยาบาลเชียรใหญ่ จังหวันครศรีธรรมราช. วารสารวิชาการเพื่อการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิและสาธารณสุข, 2(1), 79–96. สืบค้น จาก https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/2547

นุสรา ประเสริฐศรี, ยศพล เหลืองโสมนภา, ชลิยา วามะลุน, โสภิต ทับทิมหิน, ศรีสุดา งามขำ, พิริยลักษณ์ ศิริศุภลักษณ์, วิไลลักษณ์ ตียาพันธ์, อภิรดี เจริญนุกูล. (2566). ความรอบรู้ด้านสุขภาพการจัดการความปวดในผู้ป่วยสูงอายุโรคมะเร็ง. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข. 33(3):82-97.

ปฐมาภรณ์ อาษานอก, วิราพรรณ วิโรจน์รัตน์ และนารีรัตน์ จิตรมนตรี. (2565). อิทธิพล ของความทุกข์ทรมานจากอาการภาวะ ซึมเศร้าและการสนับสนุนทางสังคมต่อ ความผาสุกทางจิตวิญญาณในผู้สูงอายุ โรคมะเร็งระยะลุกลามระหว่างได้รับการ รักษา. วารสารพยาบาลโรคหัวใจและ ทรวงอก, 33(1) : 84-98.

สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (2567). แผนการป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งแห่งชาติ พ.ศ. 2567-2575. https://nci.go.th/th/New_web2024/officer/Download/nccp/ NCCP_67_75.pdf

พิสมัย ศุระเกษกาญจน์ และดรุณี จงอุดมการ. (2562). บทบาทของผู้ดูแลในการดูแลสุขภาพของสมาชิกครอบครัวที่มีภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง: การสังเคราะห์วิทยานิพนธ์ แบบการวิจัยเชิงคุณภาพ.สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7, 26(2), 83-95.

Alodhayani, A., Abotalib, Z., Alkhaldi, H., Alqarni, H., Arishi, W., Almutairi, S., Belyamani, L., & Almudaiheem, H. (2021). Attitudes barriers among adult cancer patients with pain: A comparative analysis between the sexes. Journal of Pain Research, 14, 45-58.

Alodhayani A, Almutairi KM, Vinluan JM, Alsadhan N, Almigbal TH, Alonazi WB and Batais MA. (2021) Gender Difference in Pain Management Among Adult Cancer Patients in Saudi Arabia: A Cross-Sectional Assessment. Front. Psychol. 12:628223. doi: 10.3389/fpsyg. 2021.628223

Barry, D. T., Pilver, C., Potenza, M. N., & Desai, R. A. (2012). Prevalence and psychiatric correlates of pain interference among men and women in the general population. The Journal of Psychiatric Research, 46(1), 118-127.

Chou, P. L., Fang, S. Y., Sun, J. L., Rau, K. M., & Lee, B. O. (2018). Gender differences in cancer patients' adherence to analgesics and related outcomes of pain management. Cancer Nursing, 41(4), E1-E9.

Cleeland, C.S. (1990). Assessment of pain in cancer. In: Foley, K.M, Bonica, J.J, Ventafridda, V, Callaway, M.V, editor. Advances in pain research and therapy. Vol 10. New York: Raven Press, 47-55.

Cleeland, C. S., Gonin, R., Hatfield, A. K., Edmonson, J. H., Blum, R. H., Stewart, J. A., & Pandya, K. J. (1994). Pain and its treatment in outpatients with metastatic cancer. The New England journal of medicine, 330(9), 592–596. https://doi.org/10.1056/NEJM19940303 3300902

Expósito-Vizcaíno, S., Sánchez-Rodríguez, E., & Miró, J. (2020). The role of physical, cognitive and social factors in pain interference with activities of daily living among individuals with chronic cancer pain. European journal of cancer care, 29(2), e13203. https://doi.org/10.1111/ecc.13203

Kim, J., Loggia, M. L., Cahalan, C. M., Harris, R. E., Beissner, F., Garcia, R. G., Kim, H., Barbieri, R., Wasan, A. D., Edwards, R. R., & Napadow, V. (2020). Sex differences in network connectivity and pain sensitivity in the healthy brain. NeuroImage, 211, 116622.

Liang, S. Y., Yates, P., Edwards, H., & Tsay, S. L. (2013). Gender differences in opioid prescribing patterns and outcomes in Taiwanese cancer outpatients. Cancer Nursing, 36(1), 48-58.

Manson, J. E. (2010). Pain: Sex differences and implications for treatment. Metabolism, 59 (Suppl.1), S16-S20.

National Cancer Institute. (2025). Cancer in Thailand Vol.XI 2019-2021. https://www.nci.co.th/th/File_download/Nci%20Cancer%20Registry/Cancer%20in%20Thailand%20Vol.XI.pdf

Tegegn, H. G., & Gebreyohannes, E. A. (2017). Cancer Pain Management and Pain Interference with Daily Functioning among Cancer Patients in Gondar University Hospital. Pain research & management, 2017, 5698640. https://doi.org/10.1155/2017/5698640

Snijders, R. A. H., Brom, L., Theunissen, M., & van den Beuken-van Everdingen, M. H. J. (2023). Update on prevalence of pain in patients with cancer 2022: A systematic literature review and meta-analysis. Cancers, 15(3), 591. https://doi.org/10.3390/cancers150305 91

Sorge, R. E., & Strath, L. J. (2018). Sex differences in pain responses. Current Opinion in Physiology, 6, 75-81.

Sung, H., Ferlay, J., Siegel, R. L., Laversanne, M., Soerjomataram, I., Jemal, A., & Bray, F. (2021). Global cancer statistics 2020: GLOBOCAN estimates of incidence and mortality worldwide for 36 cancers in 185 countries. CA: a cancer journal for clinicians, 71(3), 209-249.

Suresh,K.P. & Chandrashekara, P. (2012). Sample size estimation and power analysis for clinical research studies. Journal of Human Reproductive Sciences. 5(1), 7-14. https://doi.org/10.4103/0974-1208.97779

Whitaker, K. L., Scott, S. E., & Wardle, J. (2015). Applying symptom appraisal models to understand sociodemographic differences in responses to possible cancer symptoms: a research agenda. British journal of cancer, 112 Suppl 1(Suppl 1), S27–S34. https://doi.org/10.1038/bjc.2015.39

WHO. (2024). Global Cancer Observatory. https://gco.irarc.who.net

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

31-12-2025

รูปแบบการอ้างอิง

ขันวิเศษ ส., หินขาว จ., เหลืองโสมนภา ย., & ประเสริฐศรี น. . (2025). ความแตกต่างระหว่างเพศต่อความรุนแรงของความปวดและผลกระทบของความปวด ในผู้สูงอายุโรคมะเร็ง. วารสารศาสตร์สาธารณสุขและนวัตกรรม, 5(3), E 283832. สืบค้น จาก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/283832