ผลของโปรแกรมสนับสนุนผู้ดูแลทารกคลอดก่อนกำหนดต่อความรู้และ พฤติกรรมการดูแลที่บ้าน

ผู้แต่ง

  • จารุวรรณ สนองญาติ อาจารย์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
  • ขวัญฤทัย ธรรมกิจไพโรจน์ อาจารย์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
  • ลักขณา ศิรถิรกุล อาจารย์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
  • เนติยา แจ่มทิม อาจารย์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
  • เมทณี ระดาบุตร อาจารย์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก

คำสำคัญ:

การพยาบาลแบบระบบสนับสนุน, ผู้ดูแล, ทารกคลอดก่อนกำหนด, ความรู้และพฤติกรรมการดูแล

บทคัดย่อ

การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมสนับสนุนผู้ดูแลทารกคลอดก่อนกำหนดต่อความรู้และพฤติกรรมการดูแลที่บ้านในเขตสุขภาพที่ 5 การศึกษาใช้การออกแบบสองกลุ่มวัดผลก่อน–หลัง โดยมีผู้ดูแลทารกคลอดก่อนกำหนด ซึ่งคำนวณกลุ่มตัวอย่างจากโปรแกรม G*Power ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 110 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 55 คน และกลุ่มควบคุม 55 คน โดยสุ่มแบบมีระบบกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลที่ให้การดูแลทารกอย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 วัน ทารกไม่มีความพิการแต่กำเนิด เคยรักษาในหน่วยทารกแรกเกิด และยังต้องการการดูแลต่อเนื่องหลังกลับบ้าน โปรแกรมพัฒนาตามแนวคิดระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและทฤษฎีการให้ความรู้ของโอเร็ม (Orem, 2001) เพื่อส่งเสริมความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ดูแล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐานและสถิติอนุมาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทางสถิติที่ใช้เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของข้อมูล 2 กลุ่ม

ผลการวิจัยพบว่าผู้ดูแลในกลุ่มทดลองมีความรู้และพฤติกรรมการดูแลที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) ทั้งภายในกลุ่มและเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม แสดงว่าโปรแกรมฯ มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมศักยภาพของผู้ดูแลผ่านการให้ข้อมูล การสนับสนุนจากพยาบาล และการติดตามต่อเนื่อง ข้อเสนอแนะคือควรขยายการศึกษาในบริบทที่หลากหลาย ศึกษาผลลัพธ์ระยะยาว เปรียบเทียบกับรูปแบบอื่น เช่น Mobile health หรือ Telehealth และผลักดันสู่ระดับนโยบายเพื่อความยั่งยืน

เอกสารอ้างอิง

กรมอนามัย. (2564). รายงานสถานการณ์สุขภาพเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2564. กระทรวงสาธารณสุข.

กฤษฎา พรหมมุณี. (2565). ผลของโปรแกรมการส่งเสริมการดูแลทารกคลอดก่อนกำหนดต่อความสามารถของผู้ดูแล. วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ, 45(3), 112–124.

จินตนา พัฒนพงศ์ธร. (2561). จิตวิทยาพัฒนาการ. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

จารุวรรณ สนองญาติ, ขวัญฤทัย ธรรมกิจไพโรจน์, เนติยา แจ่มทิม, และ ลักขณา ศิรถิรกุล. (2567). ผลของโปรแกรมการพยาบาลแบบบูรณาการต่อความรู้และพฤติกรรมของผู้ดูแลทารกคลอดก่อนกำหนด. วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี, 15(1), 22–35.

ประภาภรณ์ จังพานิช และ วสุรัตน์ พลอยล้วน. (2566). การศึกษาสถานการณ์พัฒนาการเด็กปฐมวัยไทย ปี 2564. วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม, 46(1), 41-53.

สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ. (2564). ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561–2580): แผนการขับเคลื่อนการพัฒนา. สำนักนายกรัฐมนตรี.

สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2564). รายงานสถิติเด็กและเยาวชน. สำนักงานสถิติแห่งชาติ.

Agah, J. J., Ocheni, C. A., Ezugwu, I. J., Nnaji, A. D., Nnenanya, G. C., & Eke, J. C. (2024). Application of item–objective congruence index (IOC-Index) for proper alignment of 2020 Physics WASSCE items with objectives and content. Assere n Journal of Education, 9(1), 57-63. https://journal.theasseren.org.ng/index.php/joed/article/view/373

Aker, A., & Uğuz, F. (2020). The effect of family-centered care on parents’ stress and coping strategies in neonatal intensive care units. Journal of Pediatric Nursing, 54, e72–e78.

Bandura, A. (1977). Social learning theory. Prentice Hall.

Benzies, K. M., Magill-Evans, J., Hayden, K. A., & Ballantyne, M. (2013). Key components of early intervention programs for preterm infants and their parents: A systematic review. Infants & Young Children, 26(2), 83–104. https://doi.org/10.1097/IYC.0b013e3182841f50

Best, J. W. (1977). Research in education (3rd ed.). Prentice Hall.

House, J. S. (1981). Work stress and social support. Addison-Wesley.

Jeong, Y., Park, J., & Kim, H. (2021). Effects of a structured educational program for parents of preterm infants. Journal of Pediatric Nursing, 58, e24–e30. https://doi.org/10.1016/j.pedn.2020.12.006

Knowles, M. S. (1980). The modern practice of adult education: From pedagogy to andragogy. Cambridge Adult Education.

Likert, R. (1967). The method of constructing an attitude scale. Wiley.

Lin, C. Y., Hsu, C. H., & Chiang, Y. C. (2022). Empowerment-based intervention for mothers of preterm infants. Journal of Advanced Nursing, 78(5), 1452–1462. https://doi.org/10.1111/jan.15088

Orem, D. E. (2001). Nursing: Concepts of practice (6th ed.). Mosby.

Poehlmann-Tynan, J., Gerstein, E. D., Burnson, C., Weymouth, L. A., Bolt, D., Maleck, S., Schwichtenberg, A. J. M., & Clark, R. (2015). Risk and resilience in preterm children: The role of mother–child interactions. Child Development, 86(3), 807–822.

Polit, D. F., & Beck, C. T. (2008). Nursing research: Generating and assessing evidence for nursing practice (8th ed.). Lippincott Williams & Wilkins.

Smith, V. C., & Young, S. (2012). The role of home visiting programs in promoting child health and development. Journal of Maternal and Child Health, 16(3), 567–573. https:// doi.org/10.1007/s10995-011-0792-4

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-03-25

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย