ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองของบุคคลและครอบครัวต่อระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมของผู้สูงอายุโรคเบาหวานชนิดที่ 2
คำสำคัญ:
ผู้สูงอายุโรคเบาหวานชนิดที่ 2, โปรแกรมการจัดการตนเองของบุคคลและครอบครัว, ระดับฮีโมโกลบินเอวันซีบทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการตนเองของบุคคลและครอบครัวต่อระดับฮีโมโกลบินเอวันซีของผู้สูงอายุโรคเบาหวานชนิดที่ 2
แบบแผนการวิจัย: การวิจัยแบบกึ่งทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีระดับ HbA1c > 7.5% ที่มารับการรักษาที่คลินิกเบาหวาน-ธัยรอยด์ และระบบฮอร์โมน แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 22 คน กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองของบุคคลและครอบครัว เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ จัดให้ทั้ง 2 กลุ่ม มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันในเรื่อง เพศ อายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาที่เป็นโรค และระดับ HbA1c เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรมการจัดการตนเองของบุคคลและครอบครัวตามแนวคิดของ Ryan and Sawin เก็บรวบรวมข้อมูลโดยแบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติการทดสอบที (t-test)
ผลการวิจัย: 1) ค่าเฉลี่ยระดับ HbA1c ของผู้สูงอายุโรคเบาหวานชนิดที่ 2 หลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองของบุคคลและครอบครัวมีค่าต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
2) ค่าเฉลี่ยระดับ HbA1c ของผู้สูงอายุโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ของกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองของบุคคลและครอบครัวมีค่าต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สรุป: โปรแกรมการจัดการตนเองของบุคคลและครอบครัว ทำให้ผู้สูงอายุมีการจัดการตนเองที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ส่งผลให้สามารถลดระดับ HbA1c ได้และลดได้ดีกว่าการพยาบาลตามปกติ
ดาวน์โหลด
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความในวารสารนี้มีลิขสิทธิ์โดย วารสารการวิจัยทางการพยาบาล นวัตกรรม และสุขภาพ และเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 4.0 ระหว่างประเทศ (CC BY-NC-ND 4.0)
สามารถอ่านและนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการ เช่น การสอน การวิจัย หรือการอ้างอิง โดยต้องให้เครดิตแก่ผู้เขียนและวารสารอย่างเหมาะสม
ห้ามนำบทความไปใช้หรือดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาต
ข้อความหรือข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความเป็นความคิดเห็นของผู้เขียนเท่านั้น
ผู้เขียนรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อเนื้อหาและความถูกต้องของบทความของตน
การนำไปใช้ซ้ำหรือการตีพิมพ์ซ้ำในรูปแบบอื่นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร