ปัจจัยทำนายการสื่อสารเรื่องเพศระหว่างผู้ปกครองและนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
คำสำคัญ:
การสื่อสารเรื่องเพศ, การสนับสนุนข่าวสาร, การรับรู้ความสามารถของตนเอง, เจตคติ, เด็กนักเรียนชั้นประถมปีที่6, ผู้ปกครองบทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาการสื่อสารเรื่องเพศระหว่างผู้ปกครองกับบุตรในเรื่องวิธีการสื่อสาร ความถี่ในการสื่อสาร และศึกษาปัจจัยทำนายพฤติกรรมการสื่อสารเรื่องเพศระหว่างผู้ปกครองกับบุตร
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยความสัมพันธ์เชิงทำนาย
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง เป็นผู้ปกครองที่มีบุตรกำลังศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในโรงเรียนจังหวัดสุรินทร์ จำนวน 355 คน คัดเลือกโดยวิธีการสุ่มแบบง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล การสนับสนุนข้อมูลข่าวสาร การรับรู้ความสามารถของตนเอง เจตคติ และพฤติกรรมการสื่อสารเรื่องเพศ โดยแบบสอบถามมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 1, .90, .87, .83 ตามลำดับ มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ .86, .93, .70, .92 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณาและการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณแบบขั้นตอน
ผลการวิจัย: วิธีการสื่อสารเรื่องเพศกับบุตรที่ผู้ปกครองใช้เป็นอันดับแรกคือ การพูดคุยโดยตรง อันดับสองรองลงมา คือ การยกตัวอย่าง ส่วนการสื่อสารเรื่องการปฏิบัติตัวที่เหมาะสมตามเพศ จะใช้วิธีพูดคุยโดยตรงเป็นอันดับแรก และอันดับรองลงมาใช้วิธีห้ามปราม ปัจจัยที่สามารถทำนายการสื่อสารเรื่องเพศได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ประกอบด้วย ระดับการศึกษา การสนับสนุนข้อมูลข่าวสาร การรับรู้ความสามารถ เจตคติของผู้ปกครอง โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 19.6 ทั้งนี้ปัจจัยที่ไม่สามารถทำนายการสื่อสารเรื่องเพศได้ คือ อายุของผู้ปกครอง เพศของผู้ปกครอง เพศของบุตร
สรุป: พยาบาลควรสนับสนุนส่งเสริมให้ผู้ปกครองรับรู้ความสามารถของตนเองในการสื่อสารเรื่องเพศมากขึ้น ควรให้ข้อมูลข่าวสารและเสริมสร้างเจคติที่ดีในเรื่องเพศ แก่ผู้ปกครอง เพื่อให้ผู้ปกครองสื่อสารเรื่องเพศกับบุตรมากขึ้น และหาวิธีการให้ผู้ปกครองที่มีการศึกษาสูงสื่อสารเรื่องเพศกับบุตรมากขึ้น
ดาวน์โหลด
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความในวารสารนี้มีลิขสิทธิ์โดย วารสารการวิจัยทางการพยาบาล นวัตกรรม และสุขภาพ และเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 4.0 ระหว่างประเทศ (CC BY-NC-ND 4.0)
สามารถอ่านและนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการ เช่น การสอน การวิจัย หรือการอ้างอิง โดยต้องให้เครดิตแก่ผู้เขียนและวารสารอย่างเหมาะสม
ห้ามนำบทความไปใช้หรือดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาต
ข้อความหรือข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความเป็นความคิดเห็นของผู้เขียนเท่านั้น
ผู้เขียนรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อเนื้อหาและความถูกต้องของบทความของตน
การนำไปใช้ซ้ำหรือการตีพิมพ์ซ้ำในรูปแบบอื่นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร