ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพัฒนาการทางภาษาในเด็กวัยเตาะแตะ
คำสำคัญ:
พัฒนาการทางภาษา, เด็กวัยเตาะแตะ, จำนวนชั่วโมงเฉลี่ยต่อวัน, การดูโทรทัศน์, วีดิทัศน์, เล่นเกมส์คอมพิวเตอร์บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพัฒนาการทางภาษาในเด็กวัยเตาะแตะ
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบหาความสัมพันธ์เชิงทำนาย
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเลือกโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน คือ ผู้ปกครองที่นำเด็กวัยเตาะแตะมารับบริการที่คลินิกเด็กดีในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดชลบุรี จำนวน 97 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนมิถุนายน ถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2558 เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามพื้นอารมณ์ของเด็ก และแบบคัดกรองพัฒนาการทางภาษาของเด็กวัยเตาะแตะ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา การทดสอบไค-สแควร์ และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกทวิ
ผลการวิจัย: เพศของเด็ก (ชาย) และจำนวนชั่วโมงเฉลี่ยที่เด็กดูโทรทัศน์ วีดิทัศน์ หรือเล่นเกมส์ คอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ 2 ชั่วโมงต่อวันขึ้นไป มีความสัมพันธ์กับพัฒนาการทางภาษาล่าช้า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (c2= 18.50, p < .001 และ c2= 6.48, p < .05) เด็กชายมีโอกาสพัฒนาการทางภาษาสงสัยล่าช้าเป็น .14 เท่าเมื่อเทียบกับเด็กหญิงในวัยเดียวกัน (OR = .139, CI = .054 - .358) และเด็กวัยเตาะแตะที่ดูโทรทัศน์ วีดิทัศน์ หรือเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 ชั่วโมงต่อวันขึ้นไป มีพัฒนาการทางภาษาสงสัยล่าช้าเป็น 3 เท่า เมื่อเทียบกับเด็กที่เด็กดูโทรทัศน์ วีดิทัศน์ หรือเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์น้อยกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน (OR = 2.987, CI = 1.270 - 7.023)
สรุป: การที่เด็กวัยเตาะแตะดูโทรทัศน์ วีดิทัศน์ หรือเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 ชั่วโมงต่อวันขึ้นไป โดยเฉพาะในเด็กผู้ชาย มีโอกาสพัฒนาการทางภาษาล่าช้า พยาบาลและผู้มีหน้าที่ดูแลสุขภาพเด็กควรให้คำแนะนำผู้ปกครองในการเลี้ยงดูเพื่อควบคุมจำนวนชั่วโมงในการดูโทรทัศน์ วีดิทัศน์ หรือเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ในเด็ก เพื่อให้เด็กวัยเตาะแตะมีพัฒนาการทางภาษาเหมาะสม
ดาวน์โหลด
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความในวารสารนี้มีลิขสิทธิ์โดย วารสารการวิจัยทางการพยาบาล นวัตกรรม และสุขภาพ และเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 4.0 ระหว่างประเทศ (CC BY-NC-ND 4.0)
สามารถอ่านและนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการ เช่น การสอน การวิจัย หรือการอ้างอิง โดยต้องให้เครดิตแก่ผู้เขียนและวารสารอย่างเหมาะสม
ห้ามนำบทความไปใช้หรือดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาต
ข้อความหรือข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความเป็นความคิดเห็นของผู้เขียนเท่านั้น
ผู้เขียนรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อเนื้อหาและความถูกต้องของบทความของตน
การนำไปใช้ซ้ำหรือการตีพิมพ์ซ้ำในรูปแบบอื่นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร