ผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม-ปรนัยต่อพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่ที่รับการรักษาในโรงพยาบาลศิครินทร์ หาดใหญ่

ผู้แต่ง

  • มณีวรรณ สุวรรณมณี โรงพยาบาลศิครินทร์ หาดใหญ่
  • ศรีสุดา วิจะสิกะ โรงพยาบาลศิครินทร์ หาดใหญ่
  • ทาริกา นิลประเสริฐ โรงพยาบาลศิครินทร์ หาดใหญ่
  • กัญญดา ประจุศิลป คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • นรลักขณ์ เอื้อกิจ คณะพยาบาลศาสตร์ เกษตรศาสตร์

คำสำคัญ:

การให้ข้อมูลรูปธรรม-ปรนัย, พฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้ม, ผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์:เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม-ปรนัยต่อพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่ที่รับการรักษาในโรงพยาบาลศิครินทร์ หาดใหญ่
แบบแผนงานวิจัย:การวิจัยกึ่งทดลอง ชนิดสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย:กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่ทั้งเพศชายและเพศหญิงที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ศิครินทร์ หาดใหญ่ โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยโปรแกรม G*Power ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 50 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม-ปรนัยและกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มละ 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ โปรแกรมการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม-ปรนัย ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามแนวคิดทฤษฎีการปรับตนเองของ Leventhal & Johnson และแบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้ม จำนวน 12 ข้อ ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 คน มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 1 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มระหว่างกลุ่มด้วยสถิติ Independent t-test
ผลการวิจัย:พฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม-ปรนัยหลังได้รับโปรแกรมสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) และกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม-ปรนัยมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้ม (equation=7.32, SD=5.30) สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ (equation=1.92, SD=4.39) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (p < .001)
สรุปผล:โปรแกรมการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม-ปรนัยส่งผลให้ผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่มีพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มดีขึ้น ทั้งในการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มและก่อน-หลังการทดลอง จึงควรนำไปใช้เพื่อลดความเสี่ยงการพลัดตกหกล้มในสถานพยาบาล

เอกสารอ้างอิง

World Health Organization (WHO). Falls [internet].2021.[cited 2024 Apr 5]. Available from:http://www.who.int/newsroom/fact-sheets/detail/falls

Kanmali Y. The development of nursing services model to prevent falls in hospitalized patients. J Nurs Div. 2021;48(1):1-19. [in Thai]

Matthew R. Patient falls while under supervision: trends from incident reporting. Br J Nurs. 2023;32(11):508-13. doi:10.12968/bjon.2023.32.11.508.

Nualdaisri S, Piboon S, Thongkrajai S. Factors influencing falls among in-patients at a regional hospital in Bangkok metropolis. J Health Res Dev. 2020;13(3):45-58. [in Thai]

Thasuwaninth T. Falls in the elderly. J Public Health Res. 2018;5(2):119-31. [in Thai]

Rattanapan W. Factors affecting falls among older adults in Health Region 6. Chonburi: Health Promotion Center Region 6, Department of Health; 2022. [in Thai].

Kamphira K. The effects of a self-regulation promoting program on anxiety, practices, and knee range of motion among patients with total knee arthroplasty. J Nurs Health Sci. 2020;14(2):107-18. [in Thai].

Suankool P. Effectiveness of fall prevention programs for elderly in rural community. J Phrae Hosp. 2023;31 (1):27-42. [in Thai]

Thongniam W, Rattanapan J, Srihirun P. The effects of an enhancing health literacy program with family participation on health literacy, caregivers, fall prevention behaviours, and balance of older adults. [in Thai].

Leventhal H, Johnson JE. Laboratory and field model of managing emotional responses. In: Masters JC, Yarkin-Levin K, editors. Boundary areas in social and developmental psychology. New York: Academic Press; 1983. p. 272-99.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-06-08

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย