ผลของโปรแกรม ผลของโปรแกรมส่งเสริมแรงจูงใจต่อพฤติกรรมความร่วมมือในการรักษา และผลการตรวจเสมหะในผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่
คำสำคัญ:
การส่งเสริมแรงจูงใจ, ความร่วมมือในการรักษา, วัณโรคปอด, ทฤษฎีแรงจูงใจในการป้องกันโรคบทคัดย่อ
วัตถุประสงค์:เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมแรงจูงใจต่อพฤติกรรมความร่วมมือในการรักษาของผู้ป่วยวัณโรคปอด
แบบแผนการวิจัย:การวิจัยกึ่งทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย:กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่ ที่มารับการรักษาที่คลินิกวัณโรคปอด โรงพยาบาลสระบุรีและโรงพยาบาลพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี จำนวน 90 ราย คัดเลือกตามคุณสมบัติที่กำหนด แบ่งกลุ่มโดยวิธีการสุ่มอย่างง่ายเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 45 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 1) โปรแกรมส่งเสริมแรงจูงใจต่อพฤติกรรมความร่วมมือในการรักษาวัณโรค 2) วีดีทัศน์เกี่ยวกับความรู้เรื่องวัณโรคปอด และประสบการณ์ของผู้ป่วยวัณโรคปอด 3) คู่มือวัณโรคปอดและการปฏิบัติตัว 4) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 5) แบบประเมินพฤติกรรมความร่วมมือในการรักษา 6) แบบบันทึกผลการตรวจเสมหะ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติไคสแควร์ สถิติแมน-วิทนีย์ ยู และสถิติวิลคอกซัน
ผลการวิจัย:
1.พฤติกรรมความร่วมมือในการรักษาของผู้ป่วยวัณโรคปอดหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมแรงจูงใจมีมากกว่าก่อนได้รับโปรแกรมส่งเสริมแรงจูงใจ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
2.พฤติกรรมความร่วมมือในการรักษาของผู้ป่วยวัณโรคปอดกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมแรงจูงใจมีมากกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3.ผลการตรวจเสมหะหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมแรงจูงใจของกลุ่มทดลองมีผลลบมากกว่ากลุ่มควบคุม ร้อยละ 4.44
สรุป:ผลการวิจัยนี้สามารถนำมาเป็นข้อมูลพื้นฐานให้แก่บุคคลากรทางด้านสุขภาพในการส่งเสริมแรงจูงใจของผู้ป่วยวัณโรคปอดให้มีพฤติกรรมความร่วมมือในการรักษา เพื่อนำไปสู่อัตราความสำเร็จในการรักษาเพิ่มขึ้นต่อไป
เผยแพร่แล้ว
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2021 วารสารพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความในวารสารนี้มีลิขสิทธิ์โดย วารสารการวิจัยทางการพยาบาล นวัตกรรม และสุขภาพ และเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 4.0 ระหว่างประเทศ (CC BY-NC-ND 4.0)
สามารถอ่านและนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการ เช่น การสอน การวิจัย หรือการอ้างอิง โดยต้องให้เครดิตแก่ผู้เขียนและวารสารอย่างเหมาะสม
ห้ามนำบทความไปใช้หรือดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาต
ข้อความหรือข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความเป็นความคิดเห็นของผู้เขียนเท่านั้น
ผู้เขียนรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อเนื้อหาและความถูกต้องของบทความของตน
การนำไปใช้ซ้ำหรือการตีพิมพ์ซ้ำในรูปแบบอื่นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร