ปัจจัยทำ. นายความรู้สึกไม่แน่นอนของบิดามารดาเด็กป่วย โรคหัวใจพิการแต่กำ. เนิดชนิดไม่เขียว
คำสำคัญ:
ความรู้สึกไม่แน่นอนของบิดามารดา, โรคหัวใจพิการแต่กำ�เนิดชนิดไม่เขียวบทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความรู้สึกไม่แน่นอนและปัจจัยทำนายความรู้สึกไม่แน่นอนของบิดามารดาเด็กป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดไม่เขียว
แบบแผนการวิจัย: การวิจัยแบบบรรยายเชิงทำนาย
วิธีดำเนินการวิจัย : กลุ่มตัวอย่างคือ บิดา มารดาของเด็กป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิิดชนิดไม่เขียวที่เข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จำนวน 82 ราย คัดเลือกโดยการสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของบิดามารดาและเด็กป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดไม่เขียว แบบสอบถามความรู้สึกไม่แน่นอนของบิดามารดา แบบสอบถามการรับรู้ความรุนแรงของโรค แบบสอบถามการสนับสนุนทางด้านข้อมูล และแบบสอบถามความเชื่อถือและยอมรับในบุคลากรทีมสุขภาพ มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .80, .83, .91 และ .80 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และสถิติถดถอยพหุคูณผลการวิจัย: บิดามารดามีความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยของบุตร อยู่ในระดับปานกลาง (x = 96.31, S.D.= 10.80) การรับรู้ความรุนแรงของโรค (Beta=.217, p=.05) เป็นปัจจัยทำนายปัจจัยเดียว ที่สามารถทำนายความรู้สึกไม่แน่นอนของบิดามารดาได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของความรู้สึกไม่แน่นอนของบิดามารดาได้ ร้อยละ 4.7 สรุป: ควรมีการศึกษาความรู้สึกไม่แน่นอนของบิดามารดาเด็กกลุ่มนี้เพิ่มเติม โดยเฉพาะแบบแผนของอาการแสดงโรคให้ครอบคลุมทุกด้าน และควรมีการศึกษาตัวแปรอื่นๆ ที่อาจทำนายความรู้สึกไม่แน่นอนของบิดามารดาเด็กป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดไม่เขียว
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความในวารสารนี้มีลิขสิทธิ์โดย คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 4.0 ระหว่างประเทศ (CC BY-NC-ND 4.0)
สามารถอ่านและนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการ เช่น การสอน การวิจัย หรือการอ้างอิง โดยต้องให้เครดิตแก่ผู้เขียนและวารสารอย่างเหมาะสม
ห้ามนำบทความไปใช้หรือดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาต
ข้อความหรือข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความเป็นความคิดเห็นของผู้เขียนเท่านั้น
ผู้เขียนรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อเนื้อหาและความถูกต้องของบทความของตน
การนำไปใช้ซ้ำหรือการตีพิมพ์ซ้ำในรูปแบบอื่นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร