ความสัมพันธ์ระหว่างการสื่อสารเรื่องเพศและพฤติกรรมการ ใช้ถุงยางอนามัยในกลุ่มเยาวชนไทยชายรักชาย จังหวัดชลบุรี
คำสำคัญ:
เอชไอวี, การสื่อสารเรื่องเพศ, ชายรักชาย, การใช้ถุงยางอนามัย, คู่นอนบทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาการสื่อสารเรื่องเพศและพฤติกรรมการใช้ถุงยางอนามัยของกลุ่มเยาวชนชายรัก
ชาย และความสัมพันธ์ระหว่างการสื่อสารเรื่องเพศกับพฤติกรรมการใช้ถุงยางอนามัยในกลุ่มเยาวชนชาย
รักชาย ทั้งที่เป็นคู่นอนประจำ.และคู่นอนชั่วคราว
แบบแผนการวิจัย: การศึกษาแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์
วิธีดำ.เนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ เยาวชนชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) อายุระหว่าง 15-24 ปี จำนวน 196 คน คัดเลือกโดยใช้เทคนิคการบอกต่อจากกลุ่มเพื่อน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบวัด
พฤติกรรมการใช้ถุงยางอนามัย และแบบวัดการสื่อสารเรื่องเพศที่ประกอบด้วยความถี่ในการสื่อสารฯ และ
ความสะดวกใจในการสื่อสารฯ มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าครอนบาคของแบบวัดการสื่อสารเรื่องเพศ เท่ากับ
.80 ด้านความถี่ในการสื่อสารฯ เท่ากับ .83 และความสะดวกใจในการสื่อสารฯ เท่ากับ .85 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน
ผลการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 51 ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งกับคู่นอนชั่วคราว และร้อยละ 35 กับ
คู่นอนประจำส่วนใหญ่มีการสื่อสารเรื่องเพศกับคู่นอนประจำสูงกว่ากับคู่นอนชั่วคราว และการใช้ถุงยาง
อนามัยเป็นหัวข้อที่มีการสื่อสารกับคู่นอนมากที่สุด การสื่อสารเรื่องเพศกับคู่นอนมีความสัมพันธ์เชิงบวก
กับพฤติกรรมการใช้ถุงยางอนามัยในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำ.คัญทางสถิติ ทั้งในคู่นอนประจำ
และคู่นอนชั่วคราว (r = .344, p <0.001 และ r=.197, p <0.039)สรุป: การป้องกันโรคเอดส์ในกลุ่มเยาวชนชายรักชายควรเน้นการสร้างแรงจูงใจและส่งเสริมการเริ่มการสื่อสารเรื่องเพศและต่อรองการใช้ถุงยางอนามัยอย่าง สมํ่าเสมอกับคู่นอนทุกประเภทให้เป็นเรื่องปกติ
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความในวารสารนี้มีลิขสิทธิ์โดย คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 4.0 ระหว่างประเทศ (CC BY-NC-ND 4.0)
สามารถอ่านและนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการ เช่น การสอน การวิจัย หรือการอ้างอิง โดยต้องให้เครดิตแก่ผู้เขียนและวารสารอย่างเหมาะสม
ห้ามนำบทความไปใช้หรือดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาต
ข้อความหรือข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความเป็นความคิดเห็นของผู้เขียนเท่านั้น
ผู้เขียนรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อเนื้อหาและความถูกต้องของบทความของตน
การนำไปใช้ซ้ำหรือการตีพิมพ์ซ้ำในรูปแบบอื่นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร