อาการนอนไม่หลับในผู้ป่วยที่มีหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง
บทบาทพยาบาล
คำสำคัญ:
ผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง, อาการนอนไม่หลับ, การจัดการกับอาการนอนไม่หลับบทคัดย่อ
การนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง ที่หัวใจไม่สามารถบีบเลือด
ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างเพียงพอ อย่างไรก็ตาม มีผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวเรื้อรังจำนวนมากที่
มีอาการนอนไม่หลับ โดยพบว่าผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวเรื้อรังส่วนใหญ่จะพบอาการนอนไม่หลับทั้ง 3 อาการ
คือ อาการเริ่มต้นนอนหลับยาก การนอนหลับไม่ต่อเนื่อง และอาการตื่นเช้ากว่าปกติ ซึ่งอาการเหล่านี้
จะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการหัวใจเต้นผิดปกติ มีภาวะหัวใจล้มเหลวเพิ่มมากขึ้น และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนของ
ระบบหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ อาการนอนไม่หลับยังส่งผลกระทบต่อความผาสุกทางจิตวิญญาณ
และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก ดังนั้น พยาบาลจึงจำเป็นต้องเรียนรู้เกี่ยวกับปัจจัยโน้มนำและ
ปัจจัยกระตุ้น ที่ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ รวมถึง ปัจจัย ที่ทำให้อ าการนอนไมหลับยังคงอยู่อย่างถาวร เรียนรู้
เกี่ยวกับการประเมินอาการนอนไม่หลับเพื่อให้สามารถประเมินอาการนอนไม่หลับได้อย่างครอบคลุม
และเรียนรู้วิธีการจัดการอาการนอนไม่หลับโดยไม่ใช้ยานอนหลับในหลายรูปแบบ เช่น การให้ความรู้
เรื่องสุขลักษณะการนอน การบำบัดทางความคิดรู้ การควบคุมการกระตุ้น การจำกัดการนอน การฝึกการ
ผ่อนคลาย หรือการบำบัดโดยการใช้หลายวิธี ซึ่งการเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้จะทำให้พยาบาลมีความรู้
มีความเข้าใจ สามารถประเมินและให้การพยาบาลแก่ผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวเรื้อรังที่มีความทุกข์ทรมานจาก
อาการนอนไม่หลับได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถนอนหลับได้ดีขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วยมี
คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามไปด้วย
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความในวารสารนี้มีลิขสิทธิ์โดย คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 4.0 ระหว่างประเทศ (CC BY-NC-ND 4.0)
สามารถอ่านและนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการ เช่น การสอน การวิจัย หรือการอ้างอิง โดยต้องให้เครดิตแก่ผู้เขียนและวารสารอย่างเหมาะสม
ห้ามนำบทความไปใช้หรือดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาต
ข้อความหรือข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความเป็นความคิดเห็นของผู้เขียนเท่านั้น
ผู้เขียนรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อเนื้อหาและความถูกต้องของบทความของตน
การนำไปใช้ซ้ำหรือการตีพิมพ์ซ้ำในรูปแบบอื่นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร