ผลของการให้ข้อมูลผ่านสื่อแอปพลิเคชันโดยครอบครัวมีส่วนร่วมต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหืด
คำสำคัญ:
โรคหืด, เด็กวัยเรียน, พฤติกรรมการดูแลตนเอง, แอปพลิเคชันบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาผลของการให้ข้อมูลผ่านสื่อแอปพลิเคชันโดยครอบครัวมีส่วนร่วมต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหืด กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหืดที่เข้ารับการรักษาที่คลินิกโรคหืด โรงพยาบาลดำเนินสะดวก โรงพยาบาลโพธาราม และโรงพยาบาลบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี และครอบครัว จำนวน 42 คน แบ่งออกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 21 คน เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย แผนกิจกรรมการพยาบาลการให้ข้อมูลผ่านสื่อแอปพลิเคชันโดยครอบครัวมีส่วนร่วมในผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหืด สื่อแอปพลิเคชันหนูชนะหืด แบบสอบถามการรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหืด มีค่าความเชื่อมั่น .87 แบบสอบถามการรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติพฤติกรรมการดูแลตนเองของครอบครัวผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหืด มีค่าความเชื่อมั่น .84 แบบประเมินความรู้และทักษะในการดูแลตนเองของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหืด มีค่าความเชื่อมั่นอยู่ในช่วง .80–.98 แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหืด และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหืด มีค่าความเชื่อมั่น .83 ดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงเดือนกันยายน 2566 ถึงเดือนมกราคม 2567 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ paired t-test และ independent t-test
ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการทดลอง ผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหืดกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 15.266, p < .001) และ 2) หลังการทดลอง ผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหืดกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 13.702, p < .001)
จากการวิจัยครั้งนี้มีข้อเสนอแนะว่า พยาบาลควรประเมินความพร่องในการดูแลตนเองของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหืด และส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองด้วยการให้ข้อมูลผ่านสื่อแอปพลิเคชันโดยครอบครัวมีส่วนร่วม
เอกสารอ้างอิง
กัลยา นุตระ, เรณู พุกบุญมี, และเสริมศรี สันตติ. (2557). ผลของการฝึกโยคะต่อสมรรถภาพปอดและการควบคุมโรคหืดในเด็กวัยเรียน. ใน เอกสารสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการเสนอผลงานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา ครั้งที่ 15: 50 ปี มข. แห่งการอุทิศเพื่อสังคม (น. 1493–1500). บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
จุรีพร พูนปริญญา. (2566). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการควบคุมอาการของผู้ป่วยเด็กโรคหืด โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม. วารสารสุขภาพและสิ่งแวดล้อมศึกษา, 8(4), 403–412.
ณัฐกาญจน์ การัณยภาสสกุล, อาภาวรรณ หนูคง, และอรุณรัตน์ ศรีจันทรนิตย์. (2567). ผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามแผนผ่านสมาร์ทโฟนแอปพลิเคชันต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและการควบคุมอาการของเด็กวัยเรียนโรคหืด. วารสารพยาบาลศาสตร์, 42(3), 71–87.
ทิพวรรณ นำเจริญ. (2554). ผลของการสอนโดยใช้สื่อหนังสือการ์ตูนสำหรับฝึกบริหารการหายใจและใช้ยาพ่นต่อการควบคุมโรคหอบหืดในเด็กวัยเรียน (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.
เบญจารัตน์ ทรรทรานนท์, ทวีลาภ ตั๊นสวัสดิ์, และวราวุฒิ เกรียงบูรพา. (2565). ความรู้เรื่องโรคหืดของผู้ดูแล ระดับการควบคุมโรคและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กโรคหืด โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา. วารสารศูนย์การศึกษาแพทยศาสตร์คลินิก โรงพยาบาลพระปกเกล้า, 39(1), 33–42.
ลลวัลย์ อธิชกุล, จิรศักดิ์ สุรังคพิพรรธน์, และวรรณรี ปานศิริ. (2567). การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความฉลาดทางดิจิทัลสำหรับเด็กวัยเรียน. วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการ วิจัย, 6(2), 451–460.
วิชัย เอกพลากร. (บ.ก.). (2566). รายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 6 พ.ศ. 2562–2563 สุขภาพเด็ก. กรุงเทพฯ: คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล.
แวนุรมี วาเลาะ, ผจงศิลป์ เพิงมาก, และอุมาพร ปุญญโสพรรณ. (2566). ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว ต่อความรู้ พฤติกรรมการบริโภคอาหาร และภาวะโภชนาการสำหรับนักเรียนมุสลิมประถมปลายที่มีภาวะผอมในจังหวัดปัตตานี: การศึกษานำร่อง. วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์, 15(1), 98–120.
อุรารักษ์ ลำน้อย. (2551). ผลของการใช้โปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหอบหืด (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
Burns, N., & Grove, S. K. (2001). The practice of nursing research: Conduct, critique, and utilization (4th ed.). Philadelphia, PA: W. B. Saunders.
Kelada, L., Molloy, C. J., Hibbert, P., Wiles, L. K., Gardner, C., Klineberg, E., … Jaffe, A. (2021). Child and caregiver experiences and perceptions of asthma self-management. NPJ Primary Care Respiratory Medicine, 31(1), 42. doi:10.1038/s41533-021-00253-9
Naman, J., Press, V. G., Vaughn, D., Hull, A., Erwin, K., & Volerman, A. (2018). Student perspectives on asthma management in schools: A mixed-methods study examining experiences, facilitators, and barriers to care. Journal of Asthma, 56(12), 1294–1305. doi:10.1080/02770903.2018.1534968
Orem, D. E. (2001). Nursing: Concepts of practice (6th ed.). St. Louis, MO: Mosby.
Serametakul, D., Wonghongkul, T., Klunklin, P., & Mesukko, J. (2019). A causal model of self-management for adolescents with asthma. Pacific Rim International Journal of Nursing Research, 23(4), 320–333. Retrieved from https://he02.tci-thaijo.org/index.php/PRIJNR/article/view/151662/150316
Stukus, D. R., Farooqui, N., Strothman, K., Ryan, K., Zhao, S., Stevens, J. H., & Cohen, D. M. (2018). Real-world evaluation of a mobile health application in children with asthma. Annals of Allergy, Asthma & Immunology, 120(4), 395–400.e1. doi:10.1016/j.anai.2018.02.006
Taheri, F., Nasiri, A., Namdari, S., & Salmani, F. (2023). Effect of motivational interviewing on treatment adherence and self-efficacy of adolescents with asthma: A randomized controlled trial. Nursing Open, 10(7), 4373–4383. doi:10.1002/nop2.1679
The Global Asthma Network. (2022). The global asthma report 2022. Retrieved from http://globalasthmanetwork.org/Global_Asthma_Report_2022.pdf
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
หมวดหมู่
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เนื้อความ ข้อมูล และรายการอ้างอิงที่ผู้เขียนใช้ในการเขียนบทความเพื่อลงตีพิมพ์ในวารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี ถือเป็นความคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียน คณะผู้จัดทำวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นพ้องด้วยหรือร่วมรับผิดชอบ
บทความที่ได้รับการลงตีพิมพ์ในวารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี หากหน่วยงานหรือบุคคลใดต้องการนำส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดของบทความไปเผยแพร่ต่อเพื่อวัตถุประสงค์ใด ๆ จะต้องได้รับอนุญาตจากบรรณาธิการวารสารก่อน