ผลของโปรแกรมแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จังหวัดจันทบุรี
คำสำคัญ:
โปรแกรม, แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ, พฤติกรรมการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้า, นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่ศึกษาในโรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี จำนวน 60 คน แบ่งออกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้า แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า มีค่าความเชื่อมั่น .71 แบบสอบถามทัศนคติเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า มีค่าความเชื่อมั่น .75 และแบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้า มีค่าความเชื่อมั่น .95 ดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงเดือนสิงหาคม 2567 ถึงเดือนมีนาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน independent t-test และ two-way repeated measures ANOVA
ผลการวิจัยพบว่า 1) ระยะหลังสิ้นสุดโปรแกรม และระยะติดตาม กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า และคะแนนเฉลี่ยทัศนคติเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า ไม่แตกต่างจากกลุ่มเปรียบเทียบ และไม่แตกต่างจากระยะก่อนเข้าร่วมโปรแกรม และ 2) ระยะหลังสิ้นสุดโปรแกรม และระยะติดตาม กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าแตกต่างจากกลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) และแตกต่างจากระยะก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05)
จากการวิจัยครั้งนี้มีข้อเสนอแนะว่า ผู้บริหารโรงเรียนควรนำโปรแกรมแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพนี้ไปปรับใช้เป็นกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยเน้นการสร้างพฤติกรรมการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง
เอกสารอ้างอิง
กนกวรรณ ศิลปกรรมพิเศษ, และสิริลักษณ์ ซื่อสัตย์. (2563). ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้แบบจำลองความเชื่อด้านสุขภาพในการป้องกันการสูบบุหรี่ และทัศนคติต่อการสูบบุหรี่กับการรับรู้ความสามารถตนเองในการควบคุมการสูบบุหรี่ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ในเขตมีนบุรี. วารสารพยาบาลสาธารณสุข, 34(3), 18–36.
กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ. (2566). สบส.สำรวจพฤติกรรมเยาวชนไทยสูบบุหรี่ไฟฟ้า เหตุเพื่อนชวนถึง 92.2%. สืบค้นจาก https://www.hfocus.org/content/2023/06/27921
กิติพงษ์ เรือนเพ็ชร, พรนภา หอมสินธุ์, และยุวดี ลีลัคนาวีระ. (2565). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียนชายอาชีวศึกษา จังหวัดบุรีรัมย์. วารสารพยาบาลทหารบก, 23(2), 531–539.
เกษแก้ว เสียงเพราะ. (2563). ทฤษฎี เทคนิค การพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพและการประยุกต์ใช้ในงานสาธารณสุข. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ชาลินี กิจชัยเจริญพร, และสมคิด ปราบภัย. (2564). ประสิทธิผลการประยุกต์แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากควันบุหรี่มือสองในวัยรุ่น. วารสารสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการ, 47(2), 183–196.
ชุติมา สร้อยนาค, จริยาวัตร คมพยัคฆ์, และพรศิริ พันธสี. (2561). การศึกษาแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพและความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ของมุสลิมวัยทำงาน. วารสารพยาบาลทหารบก, 19(พิเศษ), 267–277.
ณัฐชยา พลาชีวะ, และปราโมทย์ ถ่างกระโทก. (2562). เทคโนโลยีดิจิทัล: นวัตกรรมป้องกันการสูบบุหรี่สำหรับเด็กและวัยรุ่น ในศตวรรษที่ 21. วารสารพยาบาลโรคหัวใจและทรวงอก, 30(2), 15–25.
บุญชรัสมิ์ ธันย์ธิติธนากุล, และชไมพร จั่นจุ้ย. (2568). ความเชื่อด้านสุขภาพและพฤติกรรมป้องกันการใช้บุหรี่ไฟฟ้า ของนักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนไทยในยุคดิจิทัล. วารสารพยาบาลทหารบก, 26(1), 421–429.
ปริญญา ดาระสุวรรณ์, และณัฐกฤตา ศิริโสภณ. (2563). ประสิทธิผลโปรแกรมสุขศึกษาเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมป้องกันการบริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบของนักเรียนหญิงระดับชั้นประถมศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร. วารสารพยาบาลทหารบก, 21(2), 74–83.
ปิยวรรณ บุญเพ็ญ, ภาวนา เมนทะระ, และปิยชาติ บุญเพ็ญ. (2562). พฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้าและพฤติกรรมต้องการเลิกบุหรี่ของนักศึกษาระดับอุดมศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร. วารสารศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา (สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์), 11(22), 111–127.
ไพฑูรย์ วุฒิโส, ภัควรินทร์ ภัทรศิริสมบูรณ์, และบวรวิช รอดรังษี. (2565). ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของวัยรุ่น อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ. วารสารพยาบาล, 71(1), 1–9.
ศิริพร พูลรักษ์. (2565). ผลของโปรแกรมการเลิกสูบบุหรี่ไฟฟ้าผ่านระบบออนไลน์ที่มีต่อความรู้ ทัศนคติ และความตั้งใจเลิกสูบบุหรี่ของนักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง. วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยคริสเตียน, 9(1), 20–38.
ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ. (2565). นักวิชาการชี้ “บุหรี่ไฟฟ้า” ไม่ได้เป็นปัจจัยทำให้อัตราการสูบบุหรี่ลดลงและไม่ช่วยเลิกบุหรี่มวน. สืบค้นจาก https://www.trc.or.th/th/ข่าวสาร/ข่าวเผยแพร่/press-release-ศจย/695-นักวิชาการชี้-“บุหรี่ไฟฟ้า”-ไม่ได้เป็นปัจจัยทำให้อัตราการสูบบุหรี่ลดลงและไม่ช่วยเลิกบุหรี่มวน.html
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. (2565). รายงานสุขภาพคนไทย เรื่อง บุหรี่ไฟฟ้า. สืบค้นจาก https://www.thaihealth.or.th/e-book/รายงานสุขภาพคนไทย-ปี-2565/
สมพงษ์ จิตระดับ. (2565). ความจริง! บุหรี่ไฟฟ้าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวน? ความเชื่อของเด็กไทยที่ฮิตสูบ. สืบค้นจาก https://www.hfocus.org/content/2022/11/26317
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. (2565). บุหรี่ไฟฟ้า: ตัวเลือกหรือตัวร้ายของสายควัน. สืบค้นจาก https://shorturl.asia/L1P03
อรณิช ชำนาญศิลป์, และเอมอัชฌา วัฒนบุรานนท์. (2565). ประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมสุขศึกษาตามทฤษฎีความสามารถของตนเองต่อพฤติกรรมป้องกันการสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดนนทบุรี. วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, 30(1), 88–100.
อุทัยวรรณ พงษ์บริบูรณ์, พัชรินทร์ อัจนากิตติ, และรัชยา รัตนะถาวร. (2566). การพัฒนาและประเมินผลโปรแกรมการป้องกันการใช้ผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าในสังคมออนไลน์ของนักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนในจังหวัดปทุมธานี. วารสารพยาบาลทหารบก, 24(2), 269–278.
Alsulaiman, S. A., & Rentner, T. L. (2021). The use of the Health Belief Model to assess U.S. college students’ perceptions of COVID-19 and adherence to preventive measures. Journal of Public Health Research, 10(4), 2273. doi:10.4081/jphr.2021.2273
Becker, M. H., & Maiman, L. A. (1975). Sociobehavioral determinants of compliance with health and medical care recommendations. Medical Care, 13(1), 10–24. doi:10.1097/00005650-197501000-00002
Centers for Disease Control and Prevention. (2023). Facts on the risks of e-cigarettes for kids, teens, and young adults. Retrieved from https://www.cdc.gov/tobacco/basic_information/e-cigarettes/Quick-Facts-on-the-Risks-of-E-cigarettes-for-Kids-Teens-and-Young-Adults.html
Glantz, S., Jeffers, A., & Winickoff, J. P. (2022). Nicotine addiction and intensity of e-cigarette use by adolescents in the US, 2014 to 2021. JAMA Network Open, 5(11), e2240671. doi:10.1001/jamanetworkopen.2022.40671
Hamad, Z. J., & Faraj, R. K. (2024). Efficacy of Health Belief Model on collegians health beliefs related to electronic cigarette; An Intervention Study. South Eastern European Journal of Public Health, 81–89. doi:10.70135/seejph.vi.1046
Li, Y., Yang, B., & Chen, B. (2021). LGB tobacco control: Do Health Belief Model constructs predict tobacco use intentions differently between LGB and heterosexual individuals? International Journal of Environmental Research and Public Health, 18(13), 7008. doi:10.3390/ijerph18137008
Mohammed, W. A., Ibraheim, S. G. E., & Abdel-Mordy, M. A. (2023). Educational guidelines based on Health Belief Model regarding cigarette smoking cessation among secondary schools male students. Egyptian Journal of Nursing & Health Sciences, 4(2), 85–104. Retrieved from https://ejnhs.journals.ekb.eg/article_327642_a05fbc0ef8c574f871b4d7ba1273f56c.pdf
Oo, M. Z., Tint, S. S., Panza, A., Pongpanich, S., Viwattanakulvanid, P., Bodhisane, S., … Rerkasem, K. (2025). Effectiveness of a Health Belief Model-based integrated health education and mobile phone short message service intervention on health knowledge, perception, and self-efficacy toward smoking: A quasi-experimental study among industrial workers in Myanmar. BMC Public Health, 25(1), 1562. doi:10.1186/s12889-025-22754-9
VanVoorhis, C. R. W., & Morgan, B. L. (2007). Understanding power and rules of thumb for determining sample sizes. Tutorials in Quantitative Methods for Psychology, 3(2), 43–50. doi:10.20982/tqmp.03.2.p043
World Health Organization. (2023). Tobacco. Retrieved from https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/tobacco
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
หมวดหมู่
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เนื้อความ ข้อมูล และรายการอ้างอิงที่ผู้เขียนใช้ในการเขียนบทความเพื่อลงตีพิมพ์ในวารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี ถือเป็นความคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียน คณะผู้จัดทำวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นพ้องด้วยหรือร่วมรับผิดชอบ
บทความที่ได้รับการลงตีพิมพ์ในวารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี หากหน่วยงานหรือบุคคลใดต้องการนำส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดของบทความไปเผยแพร่ต่อเพื่อวัตถุประสงค์ใด ๆ จะต้องได้รับอนุญาตจากบรรณาธิการวารสารก่อน