ผลของการโค้ชต่อความรู้และการปฏิบัติของพยาบาลเพื่อป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการคาสายสวนปัสสาวะในโรงพยาบาลทั่วไป
คำสำคัญ:
การโค้ช, ความรู้, การปฏิบัติ, พยาบาล, การป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการคาสายสวนปัสสาวะบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาผลของการโค้ชต่อความรู้และการปฏิบัติของพยาบาลเพื่อป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการคาสายสวนปัสสาวะ กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยกึ่งวิกฤติอายุรกรรม โรงพยาบาลทั่วไปแห่งหนึ่ง จำนวน 25 คน เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย แผนการโค้ชการป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการคาสายสวนปัสสาวะ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดความรู้ในการป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการคาสายสวนปัสสาวะ มีค่าความเชื่อมั่น .96 และแบบบันทึกการสังเกตการปฏิบัติการป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการคาสายสวนปัสสาวะ มีค่าความเชื่อมั่น 1 ดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงเดือนมิถุนายน 2565 ถึงเดือนมกราคม 2566 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่ามัธยฐาน Wilcoxon signed-rank test, Chi-square test และ Fisher’s exact test
ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการโค้ช พยาบาลมีคะแนนความรู้ในการป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการคาสายสวนปัสสาวะสูงกว่าก่อนการโค้ชอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z = -4.395, p < .001) และ 2) หลังการโค้ช พยาบาลมีสัดส่วนการปฏิบัติการป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการคาสายสวนปัสสาวะที่ถูกต้องสูงกว่าก่อนการโค้ชอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (χ2 = 671.723, p < .001)
จากการวิจัยครั้งนี้มีข้อเสนอแนะว่า ผู้บริหารทางการพยาบาลควรนำแผนการโค้ชการป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการคาสายสวนปัสสาวะนี้ไปใช้ในการส่งเสริมความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการคาสายสวนปัสสาวะของพยาบาลในหอผู้ป่วยอื่น
เอกสารอ้างอิง
ทิศนา แขมมณี. (2562). ศาสตร์การสอน: องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ (พิมพ์ครั้งที่ 23). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ธิดา กัมพูพงศ์, มาลีวรรณ เกษตรทัต, ศศิประภา ตันสุวัฒน์, และธนิญา น้อยเปียง. (2556). การพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะในผู้ป่วยที่ได้รับการคาสายสวนปัสสาวะในโรงพยาบาลลำพูน. วารสารสาธารณสุขล้านนา, 9(2), 76–98.
นงค์คราญ วิเศษกุล. (2562). การพัฒนาสื่อการเรียนการสอนทางการพยาบาล: แนวคิดและการประยุกต์ใช้. เชียงใหม่: โชตนาพริ้นท์.
นิพนธ์ เสริมพาณิชย์, และกิตติกา กาญจนรัตนากร. (2540). สถิติและงานวิจัยทางการแพทย์คลินิก. คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
เยาวลักษณ์ อโณทยานนท์. (2563). ปัจจัยที่มีผลต่อการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการใส่คาสายสวนปัสสาวะในโรงพยาบาลตติยภูมิ. วารสารพยาบาลตำรวจ, 12(1), 48–57.
วรรณา ชื่นนอก. (2564). ผลของการโค้ชต่อความรู้และการปฏิบัติในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพหลายขนานในพยาบาลในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
สุมลา พรหมมา. (2559). รูปแบบการพัฒนาทักษะการโค้ชของผู้นำทางการพยาบาล. วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์, 11(2), 353–368.
อิฏฐาพร คำกุ้ม. (2558). ผลของการโค้ชต่อความรู้และการปฏิบัติของพยาบาลในการป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะในผู้สูงอายุในสถานดูแลระยะยาว (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
Burns, N., & Grove, S. (2009). The practice of nursing research: Appraisal, synthesis and generation of evidence (6th ed.). St. Louis, MO: Saunders Elsevier.
Bursle, E. C., Dyer, J., Looke, D. F., McDougall, D. A., Paterson, D. L., & Playford, E. G. (2015). Risk factors for urinary catheter associated bloodstream infection. Journal of Infection, 70(6), 585–591. doi:10.1016/j.jinf.2015.01.001
Centers for Disease Control and Prevention. (2019). Guideline for prevention of catheter-associated urinary tract infections 2009. Retrieved from https://www.cdc.gov/infection-control/media/pdfs/Guideline-CAUTI-H.pdf
Cohen, J. (1988). Statistical power analysis for the behavioral sciences (2nd ed.). Hillsdale, NJ: Lawrence Erlbaum Associates.
Hariati, H., Suza, D. E., & Tarigan, R. (2019). Risk factors analysis for catheter-associated urinary tract infection in Medan, Indonesia. Open Access Macedonian Journal of Medical Sciences, 7(19), 3189–3194. doi:10.3889/oamjms.2019.798
Ibarra, H. (2004). การสอนงาน ปรึกษาและดูแล [Coaching and mentoring] (กมลวรรณ รามเดชะ, ผู้แปลและเรียบเรียง) (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: เอ็กซเปอร์เน็ท.
Kotikula, I., & Chaiwarith, R. (2018). Epidemiology of catheter-associated urinary tract infections at Maharaj Nakorn Chiang Mai Hospital, northern Thailand. The Southeast Asian Journal of Tropical Medicine and Public Health, 49(1), 113–122. Retrieved from https://www.tm.mahidol.ac.th/seameo/2018-49-1/13-733918-113.pdf
Leelakrishna, P., & Karthik Rao, B. (2018). A study of risk factors for catheter associated urinary tract infection. International Journal of Advances in Medicine, 5(2), 334–339. doi:10.18203/2349-3933.ijam20180525
Mota, É. C., & Oliveira, A. C. (2019). Prevention of catheter-associated urinary tract infection: What is the gap in clinical practice? Texto & Contexto - Enfermagem, 28, e20180050. doi:10.1590/1980-265X-TCE-2018-0050
Odoemene, C. A., & Adiri, C. O. (2019). Catheter associated urinary tract infection offending pathogens, antimicrobial sensitivity, and complications. Nigerian Journal of Surgical Sciences, 29(1), 6–13. doi:10.4103/njss.njss_6_20
Omer, S. A., Zahran, F. E., Ibrahim, A., Sidahmed, L. A., Karam, G., Almulhim, F., & Soltan, S. A. (2020). Risk factors for catheter associated urinary tract infections (CAUTI) in medical wards and intensive care units (ICU). Journal of Microbiology Research, 10(1), 1–5. doi:10.5923/j.microbiology.20201001.01
Polit, D. F., & Hungler, B. P. (1999). Nursing research: Principles and methods (6th ed.). Philadelphia: Lippincott.
Ravindra, H. N., Patel, S. M., & Patel, S. (2019). A study to assess the effectiveness of SOP on knowledge and practice regarding urinary catheterization procedure among staff nurses of Dhiraj hospital, Vadodara. International Journal of Nursing Education, 11(4), 92–96. doi:10.37506/ijone.v11i4.4004
Rosenthal, V. D., Bat-Erdene, I., Gupta, D., Belkebir, S., Rajhans, P., Zand, F., … Leblebicioglu, H. (2020). International Nosocomial Infection Control Consortium (INICC) report, data summary of 45 countries for 2012–2017: Device-associated module. American Journal of Infection Control, 48(4), 423–432. doi:10.1016/j.ajic.2019.08.023
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
หมวดหมู่
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เนื้อความ ข้อมูล และรายการอ้างอิงที่ผู้เขียนใช้ในการเขียนบทความเพื่อลงตีพิมพ์ในวารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี ถือเป็นความคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียน คณะผู้จัดทำวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นพ้องด้วยหรือร่วมรับผิดชอบ
บทความที่ได้รับการลงตีพิมพ์ในวารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี หากหน่วยงานหรือบุคคลใดต้องการนำส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดของบทความไปเผยแพร่ต่อเพื่อวัตถุประสงค์ใด ๆ จะต้องได้รับอนุญาตจากบรรณาธิการวารสารก่อน