การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพทางการแพทย์แผนไทยสำหรับหญิงตั้งครรภ์
คำสำคัญ:
การแพทย์แผนไทย, การส่งเสริมสุขภาพ, หญิงตั้งครรภ์บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพทางการแพทย์แผนไทยสำหรับหญิงตั้งครรภ์ ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 วิเคราะห์สถานการณ์ ระยะที่ 2 ดำเนินงาน และระยะที่ 3 ประเมินผล กลุ่มตัวอย่างในการประเมินผลของรูปแบบ คือ หญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลสารภี จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 50 คน แบ่งออกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 25 คน เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย แนวคำถามในการสนทนากลุ่ม แบบสัมภาษณ์หญิงตั้งครรภ์ คู่มือการส่งเสริมสุขภาพทางการแพทย์แผนไทย คลิปวิดีโอการออกกำลังกาย รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพทางการแพทย์แผนไทยสำหรับหญิงตั้งครรภ์ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบวัดความรู้เรื่องการส่งเสริมสุขภาพทางการแพทย์แผนไทย มีค่าความเชื่อมั่น .87 และแบบสอบถามความเป็นไปได้ในการใช้รูปแบบ มีค่าความเชื่อมั่น .89 ดำเนินการวิจัยและเก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม 2563 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Chi-square test, Fisher’s exact test, paired t-test, independent t-test และวิธีการสรุปประเด็น
ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพทางการแพทย์แผนไทยสำหรับหญิงตั้งครรภ์ประกอบด้วย การใช้สมุนไพร การออกกำลังกายแบบฤๅษีดัดตน และการดูแลเต้านม 2) หลังได้รับรูปแบบ กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เรื่องการส่งเสริมสุขภาพทางการแพทย์แผนไทยสูงกว่าก่อนได้รับรูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 9.212, p < .001) 3) กลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้เรื่องการส่งเสริมสุขภาพทางการแพทย์แผนไทยที่เปลี่ยนแปลง สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 5.495, p < .001) และ 4) รูปแบบมีความเป็นไปได้ในการใช้ในระดับมาก
จากการวิจัยครั้งนี้มีข้อเสนอแนะว่า ผู้ปฏิบัติงานฝากครรภ์ในสถานพยาบาลควรนำรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพทางการแพทย์แผนไทยสำหรับหญิงตั้งครรภ์นี้ ไปใช้ในการให้ความรู้แก่หญิงตั้งครรภ์ เพื่อให้หญิงตั้งครรภ์มีความรู้และทางเลือกในการดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้น
เอกสารอ้างอิง
กมลทิพย์ ตั้งหลักมั่นคง, เพชรา ทองเผ้า, จิตตานันท์ ศรีสุวรรณ, และอรพนิต ภูวงษ์ไกร. (2559). การศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นในการดูแลมารดาและทารกโดยใช้ห้องเรียนชุมชน และการเรียนรู้โดยใช้วิจัยเป็นฐาน. วารสารศูนย์การศึกษาแพทยศาสตร์คลินิก โรงพยาบาลพระปกเกล้า, 33(4), 288–299.
กรุณา ประมูลสินทรัพย์, กมลทิพย์ ขลังธรรมเนียม, จริยาวัตร คมพยัคฆ์, และเอกชัย โควาวิสารัช. (2556). ผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นครรภ์แรก. วารสารสมาคมพยาบาลฯ สาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, 31(4), 54–60.
เตือนใจ ซุ่นฮะ, และกนกศรี จาดเงิน. (2558). ประสิทธิภาพคู่มือการให้ความรู้ สำหรับหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่น. วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์, 7(1), 36–45.
ธีรยา นิยมศิลป์, และณัฏฐิญา ค้าผล. (2553). การให้บริการด้านการแพทย์แผนไทยในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข. วารสารไทยไภษัชยนิพนธ์, 5, 178–189.
บุญเติม ปิงวงค์, และเทพประวิณ จันทร์แรง. (2559). การบูรณาการการแพทย์แผนไทยกับการดูแลสุขภาพตามแนวทางพระพุทธศาสนา: กรณีศึกษาวัดส่งเสริมสุขภาพชุมชนในเขตภาคเหนือ. วารสารบัณฑิตวิจัย, 7(2), 195–206.
ปิยะนันท์ ลิมเรืองรอง. (2560). การพยาบาลสตรีระยะตั้งครรภ์. กรุงเทพฯ: โครงการตำราคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
เยาวเรศ สมทรัพย์. (2553). ศาสตร์ทางเลือกในการพยาบาลสตรีตั้งครรภ์. สงขลา: บี เอส เอส ดิจิตอลออฟเซ็ท.
ศศิธร โพธิ์ชัย, พวงผกา คงวัฒนานนท์, และวนลดา ทองใบ. (2561). ความเชื่อตามวัฒนธรรมเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์แรงงานข้ามชาติชาวกัมพูชา. วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, 26(3), 71–81.
สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย. (2565). คู่มือการฝากครรภ์สำหรับบุคลากรสาธารณสุข. นนทบุรี: ผู้แต่ง.
สุภาวดี เงินยิ่ง, พิริยา ศุภศรี, และวรรณทนา ศุภสีมานนท์. (2556). ผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพต่อพฤติกรรมสุขภาพด้านโภชนาการและการจัดการความเครียดในหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่น. วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, 21(4), 37–48.
สุรีพร ศรโพธิ์อุ่น, และปราณี ธีรโสภณ. (2558). การพัฒนาโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพในการป้องกันอาการปวดหลังส่วนล่างในหญิงตั้งครรภ์. วารสารการพยาบาลและการศึกษา, 8(3), 81–92.
อารมย์ โคกแก้ว, พัทธวรรณ ชูเลิศ, และมนัสชนกฑ์ กุลพานิชย์. (2565). ผลของการใช้โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพต่อความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองของหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่น. วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์, 9(8), 17–31.
เอ็มวิกา แสงชาติ, และรุจิรา ดวงสงค์. (2559). ผลของโปรแกรมสุขศึกษาร่วมกับการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Facebook) ในการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น สำหรับนักเรียนหญิงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. วารสารสํานักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น, 23(1), 96–104.
Pender, N. J. (1996). Health promotion in nursing practice (3rd ed.). Stamford, CT: Appleton & Lange.
Say, L., Chou, D., Gemmill, A., Tunçalp, Ö., Moller, A. B., Daniels, J., … Alkema L. (2014). Global causes of maternal death: A WHO systematic analysis. The Lancet, Global Health, 2(6), 323–333. doi:10.1016/S2214-109X(14)70227-X
World Health Organization. (2019). Maternal mortality. Retrieved from https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/maternal-mortality
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
หมวดหมู่
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2023 วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เนื้อความ ข้อมูล และรายการอ้างอิงที่ผู้เขียนใช้ในการเขียนบทความเพื่อลงตีพิมพ์ในวารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี ถือเป็นความคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียน คณะผู้จัดทำวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นพ้องด้วยหรือร่วมรับผิดชอบ
บทความที่ได้รับการลงตีพิมพ์ในวารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี หากหน่วยงานหรือบุคคลใดต้องการนำส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดของบทความไปเผยแพร่ต่อเพื่อวัตถุประสงค์ใด ๆ จะต้องได้รับอนุญาตจากบรรณาธิการวารสารก่อน