ระดับความพิการ ระดับความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ระดับความรุนแรงของโรค และ อัตราการเสียชีวิต ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันที่ได้รับการรักษาด้วยยาฉีดละลายลิ่มเลือดสมอง และผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาด้วยยาฉีดละลายลิ่มเลือดสมอง ในโรงพยาบาลระยอง
คำสำคัญ:
ระดับความพิการ, ระดับความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน, ระดับความรุนแรงของโรค, ยาฉีดละลายลิ่มเลือดสมอง, หน่วยโรคหลอดเลือดสมองบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา เพื่อศึกษาระดับความพิการ ระดับความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ระดับความรุนแรงของโรค และอัตราการเสียชีวิต ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันที่ได้รับและไม่ได้รับการรักษาด้วยยาฉีดละลายลิ่มเลือดสมอง โดยศึกษาจากเวชระเบียนของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันชนิดตีบตันหรืออุดตันที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลระยอง ปีงบประมาณ 2561 และ 2562 รวมจำนวน 1,728 ราย เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วย แบบประเมินระดับความพิการ แบบประเมินระดับความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน และแบบประเมินระดับความรุนแรงของโรค เก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม 2563 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Wilcoxon signed-rank test, Mann-Whitney U test และ Chi-square test
ผลการวิจัยพบว่า 1) วันจำหน่าย ผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับและกลุ่มที่ไม่ได้รับการรักษาด้วยยาฉีดละลายลิ่มเลือดสมอง มีคะแนนเฉลี่ยระดับความพิการ และคะแนนเฉลี่ยระดับความรุนแรงของโรค ต่ำกว่าวันแรกรับอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) และมีคะแนนเฉลี่ยระดับความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันสูงกว่าวันแรกรับอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) 2) วันแรกรับ ผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยยาฉีดละลายลิ่มเลือดสมองมีคะแนนเฉลี่ยระดับความพิการ และคะแนนเฉลี่ยระดับความรุนแรงของโรค สูงกว่าผู้ป่วยกลุ่มที่ไม่ได้รับการรักษาด้วยยาฉีดละลายลิ่มเลือดสมองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) และมีคะแนนเฉลี่ยระดับความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันต่ำกว่าผู้ป่วยกลุ่มที่ไม่ได้รับการรักษาด้วยยาฉีดละลายลิ่มเลือดสมองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) และวันจำหน่าย (ปีงบประมาณ 2562) ผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยยาฉีดละลายลิ่มเลือดสมองมีคะแนนเฉลี่ยระดับความรุนแรงของโรคต่ำกว่าผู้ป่วยกลุ่มที่ไม่ได้รับการรักษาด้วยยาฉีดละลายลิ่มเลือดสมองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) และ 3) ผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยยาฉีดละลายลิ่มเลือดสมองมีอัตราการเสียชีวิตไม่แตกต่างจากผู้ป่วยกลุ่มที่ไม่ได้รับการรักษาด้วยยาฉีดละลายลิ่มเลือดสมอง
จากการวิจัยครั้งนี้มีข้อเสนอแนะว่า ผู้บริหารโรงพยาบาลควรส่งเสริมให้มีการจัดตั้งหน่วยโรคหลอดเลือดสมองในโรงพยาบาล และจัดทำมาตรฐานการดูแล เพื่อตอบสนองผู้ป่วยที่ไม่สามารถได้รับการรักษาด้วยยาฉีดละลายลิ่มเลือดสมองได้ตามระยะเวลาที่กำหนด
เอกสารอ้างอิง
กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. (2561). สถิติสาธารณสุข พ.ศ. 2560. สืบค้นจาก http://www.pcko.moph.go.th/Health-Statistics/stratistics60.pdf
นันทิยา แสงทรงฤทธิ์. (2555). การดูแลและเฝ้าระวังการเกิดภาวะเลือดออกในสมองภายหลังได้รับยาละลายลิ่มเลือด (rt-PA) ในผู้ป่วยโรคสมองขาดเลือดเฉียบพลัน. วารสารพยาบาลสภากาชาดไทย, 5(1), 9–18.
ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร สถาบันประสาทวิทยา. (2562). Standard Stroke Center Certification & Stroke Fast Track. สืบค้นจาก https://dhes.moph.go.th
ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร โรงพยาบาลระยอง. (2562). สถิติผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ปี 2562. ระยอง: ผู้แต่ง.
สถาบันประสาทวิทยา. (2558). แนวทางการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสำหรับพยาบาลทั่วไป. สืบค้นจาก https://rbpho.moph.go.th/upload-file/doc/files/011518-1453-9113.pdf
สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ. (2560). การสูญเสียปีสุขภาวะ: รายงานภาระโรคและการบาดเจ็บของประชากรไทย พ.ศ. 2557. นนทบุรี: เดอะ กราฟิโก ซิสเต็มส์.
สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข. (2561). สถิติสาธารณสุข พ.ศ. 2561. สืบค้นจาก http://dmsic.moph.go.th/index/detail/7892
หอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลระยอง. (2562). สถิติผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ปี 2560–2562. ระยอง: ผู้แต่ง.
อัจฉรา อักษรรัตน์. (2561). ผลลัพธ์ของการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบ/อุดตันเฉียบพลันด้วยยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดําในโรงพยาบาลสิชล. วารสารวิชาการแพทย์ เขต 11, 32(1), 767–782.
อาภรณ์ คําก้อน. (2553). การตรวจทางระบบประสาท I. สืบค้นจาก http://www.ns.mahidol.ac.th/english/th/departments/MN/th/km_Nervous_system1.html
Bartol, K. M., & Martin, D. C. (1998). Management (3rd ed.). New York: McGraw-Hill.
Benjamin, E. J., Blaha, M. J., Chiuve, S. E., Cushman, M., Das, S. R., Deo, R., … Muntner, P. (2017). Heart disease and stroke statistics – 2017 update: A report from the American Heart Association. Circulation, 135(10), e146–e603. doi:10.1161/CIR.0000000000000485
Broderick, J. P., Adeoye, O., & Elm, J. (2017). Evolution of the modified Rankin Scale and its use in future stroke trials. Stroke, 48(7), 2007–2012. doi:10.1161/STROKEAHA.117.017866
Fatima, N., Saqqur, M., Hussain, M. S., & Shuaib, A. (2020). Mobile stroke unit versus standard medical care in the management of patients with acute stroke: A systematic review and meta-analysis. International Journal of Stroke, 15(6), 595–608. doi:10.1177/1747493020929964
Huisa, B. N., Raman, R., Neil, W., Ernstrom, K., & Hemmen, T. M. (2011). Intravenous t-PA for patients with minor ischemic stroke. Journal of Stroke and Cerebrovascular Diseases, 21(8), 732–736. doi:10.1016/j.jstrokecerebrovasdis.2011.03.009
Towner, J., Pieters, T., Schmidt, T., Pilcher, W., & Bhalla, T. (2018). A history of mobile stroke units and review of literature. American Journal of Interventional Radiology, 2(9), 1–5. doi:10.25259/AJIR-31-2018
Ungerer, M. N., Ringleb, P., Reuter, B., Stock, C., Ippen, F., Hyrenbach, S., … Schlaganfall, A. G. (2020). Stroke unit admission is associated with better outcome and lower mortality in patients with intracerebral hemorrhage. European Journal of Neurology, 27(5), 825–832. doi:10.1111/ene.14164
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2021 วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เนื้อความ ข้อมูล และรายการอ้างอิงที่ผู้เขียนใช้ในการเขียนบทความเพื่อลงตีพิมพ์ในวารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี ถือเป็นความคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียน คณะผู้จัดทำวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นพ้องด้วยหรือร่วมรับผิดชอบ
บทความที่ได้รับการลงตีพิมพ์ในวารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี หากหน่วยงานหรือบุคคลใดต้องการนำส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดของบทความไปเผยแพร่ต่อเพื่อวัตถุประสงค์ใด ๆ จะต้องได้รับอนุญาตจากบรรณาธิการวารสารก่อน