บทบาทพยาบาลในการเฝ้าระวังสุขภาพทารกในครรภ์ระยะรอคลอดโดยใช้เครื่องมือติดตามอัตราการเต้นของหัวใจและการหดรัดตัวของมดลูกอย่างต่อเนื่อง

ผู้แต่ง

  • จารีศรี กุลศิริปัญโญ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น กาญจนบุรี

คำสำคัญ:

บทบาทพยาบาล, การเฝ้าระวังสุขภาพทารกในครรภ์ระยะรอคลอด, เครื่องมือติดตามอัตราการเต้นของหัวใจและการหดรัดตัวของมดลูกอย่างต่อเนื่อง

บทคัดย่อ

การพยาบาลมารดาในระยะรอคลอดหรือระยะที่ 1 ของการคลอด คือ ระยะตั้งแต่มารดามีการเจ็บครรภ์จริงจนกระทั่งปากมดลูกเปิดหมด ในระยะนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากของมารดาและทารก และเป็นระยะที่ใช้เวลานานกว่าระยะอื่นๆ การคลอดจะดำเนินไปได้ด้วยดีเป็นผลมาจากปัจจัยการคลอดที่เอื้อต่อมารดาและทารกในครรภ์ ในระหว่างนี้ ทารกในครรภ์มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะฉุกเฉินต่างๆ ได้ตลอด เวลา โดยเฉพาะภาวะเครียด (fetal distress) ที่อาจส่งผลให้ทารกในครรภ์ขาดออกซิเจนหรือเสียชีวิตระหว่างการคลอดได้ การเฝ้าระวังสุขภาพทารกในครรภ์ระยะรอคลอดจึงเป็นงานที่สำคัญและท้าทายสำหรับพยาบาลห้องคลอด การฟังเสียงหัวใจทารกในครรภ์เป็นระยะ (intermittent auscultation [IA]) ยังคงเป็นวิธีที่นิยมใช้และได้ผลดี แต่ในปัจจุบัน มีการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วยในการเฝ้าระวังสุขภาพทารกในครรภ์ระยะรอคลอด เช่น การใช้เครื่องมือติดตามอัตราการเต้นของหัวใจและการหดรัดตัวของมดลูกอย่างต่อเนื่อง (continuous cardiotocography [CTG]) ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวก แต่การแปลผลการตรวจด้วย CTG ต้องอาศัยทักษะและประสบการณ์อย่างมาก พยาบาลเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับมารดาระยะรอคลอด จึงต้องมีการปรับตัวและเรียนรู้การใช้เครื่องมือและการแปลผล เพื่อประเมินภาวะเสี่ยง เฝ้าระวัง วินิจฉัยภาวะฉุกเฉิน ให้การช่วยเหลือเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน และประสานงานกับทีมสุขภาพ เพื่อให้มารดาและทารกผ่านพ้นการคลอดได้อย่างปลอดภัย

เอกสารอ้างอิง

คณะอนุกรรมการฝ่ายวิชาการ พ.ศ. 2558-2559 สมาคมเวชศาสตร์ปริกำเนิดแห่งประเทศไทย. (2559). การบริบาลปริกำเนิด: จากทฤษฎีสู่ปฏิบัติ. กรุงเทพฯ: ยูเนี่ยน ครีเอชั่น.

ไพรินทร์ สุคนธ์ตระกูล. (2559). ความก้าวหน้าของการคลอดกับบทบาทพยาบาลผดุงครรภ์. วารสารพยาบาลทหารบก, 17(2), 1-6.

วรุณสิริ หงส์ลดารมภ์, และสุพัตรา ศิริโชติยะกุล. (2554). Fetal surveillance. สืบค้นจาก https://www.med.cmu.ac.th/dept/obgyn/2011/index.php?option=com_content&view=article&id=662%3Afetal-surveillance&catid=45&Itemid=561

Alfirevic, Z., Devane, D., Gyte, G. M. L., & Cuthbert, A. (2017). Continuous cardiotocography (CTG) as a form of electronic fetal monitoring (EFM) for fetal assessment during labour. Retrieved from https://www.cochranelibrary.com/cdsr/doi/10.1002/14651858.CD006066.pub3/full

Edmonds, J. K., & Jones, E. J. (2013). Intrapartum nurses’ perceived influence on delivery mode decisions and outcomes. Journal of Obstetric, Gynecologic & Neonatal Nursing, 42(1), 3-11.

Nursing management during labor and birth. (n.d.). Retrieved from http://downloads.lww.com/wolterskluwer_vitalstream_com/sample-content/9780781752206_Ricci/samples/Chapter14.pdf

Pinas, A., & Chandraharan, E. (2016). Continuous cardiotocography during labour: Analysis, classification and management. Best Practice & Research, Clinical Obstetrics & Gynaecology, 30, 33-47.

Robin, E. W. (2018). Normal fetal heart rate during pregnancy. Retrieved from https://www.verywellfamily.com/

Schneider, K. T. M. (2014). Guideline on the use of CTG during pregnancy and labor. Retrieved from https://www.ncbi.nlm.nih.gov

The Healthline Editorial Team. (2018). Fetal heart monitoring: What’s normal, what’s not?. Retrieved from https://www.healthline.com/health/pregnancy/abnormal-fetal-heart-tracings

World Health Organization. (2018). WHO recommendation on duration of the first stage of labour. Retrieved from https://extranet.who.int/

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2019-05-31

รูปแบบการอ้างอิง

กุลศิริปัญโญ จ. (2019). บทบาทพยาบาลในการเฝ้าระวังสุขภาพทารกในครรภ์ระยะรอคลอดโดยใช้เครื่องมือติดตามอัตราการเต้นของหัวใจและการหดรัดตัวของมดลูกอย่างต่อเนื่อง. วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี, 30(1), 226–238. สืบค้น จาก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pnc/article/view/168411

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิชาการ (Academic Article)