ผลของโปรแกรมการลดพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวัยผู้ใหญ่

ผู้แต่ง

  • กัลยา โสนทอง มหาบัณฑิต คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • แอนน์ จิระพงษ์สุวรรณ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • อาภาพร เผ่าวัฒนา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • สุคนธา ศิริ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

คำสำคัญ:

พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ความรู้, แรงจูงใจ, ทักษะการปฏิเสธการดื่ม

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการลดพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวัยผู้ใหญ่ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ใหญ่เพศชายที่อาศัยอยู่ในตำบลบ้านบัว อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 80 คน แบ่งออกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 40 คน เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วยโปรแกรมการลดพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แบบสอบถามคุณลักษณะส่วนบุคคล แบบวัดความรู้เกี่ยวกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้านผลกระทบต่อสุขภาพ มีค่าความเชื่อมั่น .78 แบบวัดแรงจูงใจในการหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีค่าความเชื่อมั่น .81 แบบสอบถามทักษะในการปฏิเสธการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีค่าความเชื่อมั่น .71 และแบบวัดพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีค่าความเชื่อมั่น .86 ดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2558 ถึงเดือนมกราคม 2559 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ การทดสอบไคสแควร์ Fisher’s exact test, paired t-test, independent t-test และ repeated measure ANOVA โดยทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธี Bonferroni

ผลการวิจัยพบว่า 1) ระยะหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับการดื่มฯ และคะแนนเฉลี่ยทักษะในการปฏิเสธการดื่มฯ มากกว่าระยะก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 8.034, p < .001 และ t = 4.710, p < .001 ตามลำดับ) 2) ระยะหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับการดื่มฯ คะแนนเฉลี่ยแรงจูงใจในการหลีกเลี่ยงการดื่มฯ และคะแนนเฉลี่ยทักษะในการปฏิเสธการดื่มฯ มากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 9.775, p < .001; t = 2.965, p < .01 และ t = 4.107, p < .001 ตามลำดับ) และ 3) ระยะหลังการทดลอง และระยะติดตามผล กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดื่มฯ น้อยกว่าระยะก่อนการทดลอง (p < .001) และน้อยกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

จากการวิจัยครั้งนี้มีข้อเสนอแนะว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรนำโปรแกรมการลดพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปใช้ โดยในแต่ละพื้นที่ควรมีการค้นหาความรู้ที่เฉพาะเจาะจง มีการสร้างแรงจูงใจ และมีการฝึกทักษะพฤติกรรมที่มีความเหมาะสมกับบริบท

เอกสารอ้างอิง

กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. (2554). รายงานประจำปี กระทรวงสาธารณสุข. สืบค้น 24 มกราคม 2557, จาก http://180.180.246.10/ULIB//dublin.php?ID=738#.VD9D1aRirIU

ทักษพล ธรรมรังสี, และคณะ. (2556). ผลการศึกษาความสัมพันธ์เกี่ยวกับพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับการบาดเจ็บที่มาเข้ารับการรักษาที่แผนกอุบัติเหตุฉุกเฉิน (รายงานผลการวิจัย). นนทบุรี: ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา.

นงนุช ตันติธรรม. (2549). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดื่มสุราของผู้ขับขี่ที่เมาสุราแล้วขับรถในเขตกรุงเทพมหานคร (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

นิพนธ์ พัวพงศกร, และคณะ. (2548). โครงการวิจัยพัฒนารูปแบบเพื่อการป้องกันการดื่มสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (รายงานผลการวิจัย). กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย.

บัณฑิต ศรไพศาล, และคณะ. (2556). รายงานสถานการณ์สุรา ประจำปี พ.ศ. 2556. กรุงเทพฯ: ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา.

ปริทรรศ ศิลปกิจ, และพันธุ์นภา กิตติรัตนไพบูลย์. (2552). แบบประเมินปัญหาการดื่มสุรา แนวปฏิบัติสำหรับสถานพยาบาลปฐมภูมิ ฉบับปรับปรุงครั้งที่สอง. กรุงเทพฯ: ทานตะวันเปเปอร์.

ปริทรรศ ศิลปกิจ, และพันธุ์นภา กิตติรัตนไพบูลย์. (2556). รายงานคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญองค์การอนามัยโลกด้านปัญหาจากการบริโภคแอลกอฮอล์ (รายงานครั้งที่ 2). ม.ป.ท.

สมพร รุ่งเรืองกลกิจ, อิงคฏา โคตนารา, และศิริพร จิรวัฒน์กุล. (2555). เริ่มดื่มสุราเป็นเรื่องง่าย...แต่แสนลำบากในการเลิกดื่มสุรา. วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ, 35(2), 1-14.

สวรรยา สิริภคมงคล, และคณะ. (2552). การป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของวัยรุ่น. วารสารประชากร, 2(3), 7-24.

เอกชัย กันธะวงศ์, สุมาลี เลิศมัลลิกาพร, และอะเคื้อ อุณหเลขกะ. (2558). การพัฒนาการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นโดยการมีส่วนร่วมของโรงเรียน. พยาบาลสาร, 42(3), 135-146.

Bloom, B. S., Hastings, J. T., & Madaus, G. F. (1971). Handbook on formative and summative evaluation of student learning. New York: McGraw-Hill Book.

Cochran, W. G. (1977). Sampling techniques (3rd ed.). New York: John Wiley & Sons. Retrieved November 29, 2016, from https://scholar.google.com/citations?user=uCYQp-YAAAAJ&hl=th&oi=sra

Djoussé, L., & Mukamal, K. J. (2009). Alcohol consumption and risk of hypertension: Does the type of beverage or drinking pattern matter?. Revista Espanola de Cardiologia, 62(6), 603-605. DOI: 10.1016/S1885-5857(09)72223-6.

Fisher, J. D., & Fisher, W. D. (1992). The IMB Model, HIV prevention for positives, and adherence. New York: Institute of Human Development and Social Change.

Fleming, M., Brown, R., & Brown, D. (2004). The efficacy of a brief alcohol intervention combined with %CDT feedback in patients being treated for type 2 diabetes and/or hypertension. Journal of Studies on Alcohol, 65(5), 631-637.

Kunz, F. M., French, M. T., & Bazargan-Hejazi, S. (2004). Cost-effectiveness analysis of a brief intervention delivered to problem drinkers presenting at an inner-city hospital emergency department. Journal of Studies on Alcohol, 65(3), 363-370.

Lock, C. A., et al. (2006). Effectiveness of nurse-led brief alcohol intervention: A cluster randomized controlled trial. Journal of Advanced Nursing, 54(4), 426-439.

World Health Organization. (2004). Guidelines for drinking-water quality. Geneva: WHO publications.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2018-07-03

รูปแบบการอ้างอิง

โสนทอง ก., จิระพงษ์สุวรรณ แ., เผ่าวัฒนา อ., & ศิริ ส. (2018). ผลของโปรแกรมการลดพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวัยผู้ใหญ่. วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี, 29(1), 78–91. สืบค้น จาก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pnc/article/view/132641

ฉบับ

ประเภทบทความ

รายงานการวิจัย (Research Report)