การพัฒนาแนวปฏิบัติการวางแผนจำหน่ายและการดูแลต่อเนื่องผู้ป่วยบาดเจ็บกระดูกสันหลังและไขสันหลังระดับคอส่วนล่าง โรงพยาบาลขอนแก่น

An Action Research Study Using the PAOR Model A Case Study at Khon Kaen Hospital Improving Post-Discharge Outcomes Through Multidisciplinary Collaboration Enhancing Transitional Care for Spinal Cord Injury Patients

ผู้แต่ง

  • สุธิดา แสนสูง

คำสำคัญ:

คำสำคัญ : แนวปฏิบัติการพยาบาล, กระดูกสันหลังและไขสันหลังส่วนคอด้านล่าง, การวางแผนจำหน่ายและดูแลต่อเนื่อง

บทคัดย่อ

การวางแผนจำหน่ายและดูแลต่อเนื่องผู้ป่วยบาดเจ็บกระดูกสันหลังและไขสันหลังระดับคอส่วนล่าง เป็นกระบวนการที่มีความยุ่งยากซับซ้อนเนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวมักมีความพิการถาวร อัมพาตครึ่งซีก หรืออัมพาตทั้งตัว นำมาซึ่งระยะการดูแลรักษาที่ยาวนาน ต้องใช้ค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูง การเจ็บป่วยเรื้อรัง และอาจรุนแรงถึงแก่ชีวิต1 จากสถิติข้อมูลการเข้ารักการรักษาในหอผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลังโรงพยาบาลขอนแก่นปี 2561 พบว่า มีผู้ป่วยบาดเจ็บกระดูกสันหลังและไขสันหลังระดับคอส่วนล่างที่เป็นกลุ่ม Intermediate care จำนวน 16 คน วันนอนสูงสุด 217 วัน และมีค่ารักษาสูง 1,377,603 บาท ส่งผลให้ตัวชี้วัดปี 2561 ลดลงดังนี้ อัตราความพึงพอใจ= 87.62 อัตราการ Re-admit ผู้ป่วยกลุ่ม Intermediate care หลังจำหน่าย 28 วัน= 18.5 และระยะวันนอนรักษาเฉลี่ยในโรงพยาบาล= 82.57 ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากพยาธิสภาพของโรคและยังไม่มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนในการวางแผนจำหน่ายและดูแลต่อเนื่อง บุคคลากรที่เกี่ยวข้องไม่มั่นใจในการวางแผนจำหน่าย โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ไม่พร้อมรับผู้ป่วยไปดูแลต่อ เนื่องจากไม่มีความเชี่ยวชาญในการดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บกระดูกสันหลัง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำแนวปฏิบัติการวางแผนจำหน่ายและดูแลต่อเนื่องผู้ป่วยบาดเจ็บกระดูกสันหลังและไขสันหลังระดับคอส่วนล่างโรงพยาบาลขอนแก่น กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพ 15 คน กลุ่มผู้ป่วย 30 ราย จัดทำแนวปฏิบัติโดยใช้กระบวนการ PAOR ตามแนวคิดของเคมมิสและแมกทากาด ประกอบด้วย การวางแผน (Plan) วิเคราะห์สถานการณ์โดยทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยที่อยู่รักษานานเกิน 28 วันจำนวน 20 ชาร์ท การปฏิบัติการ (Action) 1)จัดทำแนวปฏิบัติการวางแผนจำหน่ายและดูแลต่อเนื่อง 2)การใช้แบบประเมิน Intermediate care จากคะแนน ADL, แบบประเมิน Motor power 3)จัดทำคู่มือการดูแลตนเองของผู้ป่วย 4)ร่วมจัดอบรมเชิงปฏิบัติการการดูแลผู้ป่วยระยะต่อเนื่องเพื่อเป็นการ Strength training node การสังเกต (Observation) นำใช้แนวปฏิบัติกับผู้ป่วยบาดเจ็บกระดูกสันหลังและไขสันหลังระดับคอส่วนล่างในปี 2562-2564 ติดตามการใช้แนวปฏิบัติการที่นำใช้ การสะท้อนผล (Reflection) ประเมินผลลัพธ์การดูแล วิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคจากการนำใช้แนวปฏิบัติครั้งที่ 1 ปี2562-2564 พบว่าตัวชี้วัดดีขึ้นอัตราความพึงพอใจของเพิ่มมากขึ้น 90.09, 97.51, 99.59 ตามลำดับ อัตราการ Re-admit หลังจำหน่าย 28 วัน 6.6, 6,25, 11.11 ตามลำดับ และระยะวันนอนรักษาเฉลี่ยในโรงพยาบาลลดลง 28, 27.78, 27.78 ตามลำดับ แต่ยังมีแนวปฏิบัติที่ต้องปรับปรุง คือ พยาบาลมีการเขียน Family genogram ไม่เป็น Pattern เดียวกัน, ไม่มีหลักเกณฑ์ระยะเวลาการเข้าสู่ระยะฟื้นฟูที่ชัดเจน โรงพยาบาลชุมชนไม่มีอุปกรณ์ให้ผู้ป่วยเบิกใช้ที่บ้าน เช่นสายดูดเสมหะ ชุดทำแผล เป็นต้น และมีการประเมินวางแผนร่วมกับโรงพยาบาลเครือข่ายล่าช้าส่งผลให้จำหน่ายผู้ป่วยได้ช้า จึงได้มีการใช้กระบวนการ PAOR รอบที่ 2 ในการจัดการปัญหาจากการสะท้อนผลโดย ปฏิบัติการ (Action) 1)มีการระบุ Pattern การเขียน Family genogram 2)มีเกณฑ์ระยะเวลาการเข้าสู่ระยะฟื้นฟูคือ 48 ชั่วโมงหลังสัญญาณชีพปกติ 3)จัดทำช่องทางการสื่อสารและเบิกอุปกรณ์ในLine วางแผนจำหน่าย 4)มีการติดต่อประสานงานโรงพยาบาลเครือข่ายใกล้บ้านตั้งแต่ผู้ป่วยเข้าสู่ระยะฟื้นฟูและจัดทำ Quality round ร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาล ซึ่งพบว่าการประเมินผลการนำใช้แนวปฏิบัติครั้งที่ 2 ปี 2565 อัตราความพึงพอใจ= 99.54 อัตราการ Re-admit หลังจำหน่าย 28 วัน= 5 และระยะวันนอนรักษาเฉลี่ยในโรงพยาบาลลดลงปี 12.90 ซึ่งจากผลการวิจัยถือว่าเป็นความท้าทายและเป็นสิ่งที่ผู้วิจัยต้องเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อหาปัจจัยสาเหตุที่ยังเกิดการ Re-admit หลังจำหน่ายเพื่อพัฒนาและแนวทางแก้ไขต่อไปในอนาคต

เอกสารอ้างอิง

ศูนย์สิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (2556). แนวทางปฏิบัติการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการที่บาดเจ็บไขสันหลัง. กรุงเทพฯ: บริษัท สหมิตรพริ้นติ้งแอนด์พับสิสชิ่ง จำกัด.

กระทรวงสาธารณสุข. (2560). สถิติผู้ป่วยโรคประสาทไขสันหลัง. กรุงเทพฯ: สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข.

National Spinal Cord Injury Statistical Center. (2023). Traumatic spinal cord injury facts and figures at a glance. https://msktc.org/sites/default/files/Facts-and-Figures-2023-Eng-508.pdf

สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2565). 5 สถิติสุขภาพ. http://statbbi.nso.go.th/staticreport/page/sector/th/05.aspx

นภชนก สุขประเสริฐ. (2562). บทบาทของนักจิตวิทยาการปรึกษาในการฟื้นฟูทางจิตใจผู้ป่วยบาดเจ็บกระดูกสันหลังและครอบครัว. วารสารวิทยาลัยราชสุดาเพื่อการวิจัยและพัฒนาคนพิการ, 15(2), 105–115.

Cooke, A., Smith, D., & Booth, A. (2012). Beyond PICO: The SPIDER tool for qualitative evidence synthesis. Qualitative Health Research, 22(10), 1435–1443. https://doi.org/10.1177/1049732312452938

Thongjam, R., & Phrakhrubhavanabodhikun. (2020). Ethics in nursing practice. Journal of Graduate MCU Khon Kaen Campus, 7(1), 29–44

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2025-12-25

รูปแบบการอ้างอิง

แสนสูง ส. (2025). การพัฒนาแนวปฏิบัติการวางแผนจำหน่ายและการดูแลต่อเนื่องผู้ป่วยบาดเจ็บกระดูกสันหลังและไขสันหลังระดับคอส่วนล่าง โรงพยาบาลขอนแก่น: An Action Research Study Using the PAOR Model A Case Study at Khon Kaen Hospital Improving Post-Discharge Outcomes Through Multidisciplinary Collaboration Enhancing Transitional Care for Spinal Cord Injury Patients. วารสารทางการแพทย์และบริหารจัดการระบบสุขภาพ โรงพยาบาลขอนแก่น (Journal of Medicine and Health System Management of Khon Kaen Hospital), 3(1), 37–50. สืบค้น จาก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nso-kkh/article/view/278719

ฉบับ

ประเภทบทความ

นิพนธ์ต้นฉบับ