การเสริมสร้างกำลังใจเพื่อลดจำนวนผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ต้องวางยาสลบและลดความกังวลของผู้ปกครองและผู้ป่วยเด็กขณะฉายรังสีในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
คำสำคัญ:
การวางยาสลบ, การฉายรังสี, ความกังวลใจ, ผู้ป่วยมะเร็งเด็กบทคัดย่อ
หลักการและเหตุผล: การรักษาโรคมะเร็งเด็กประกอบด้วย การผ่าตัด เคมีบำบัด และการฉายรังสี ซึ่งจะเลือกใช้วิธีใดขึ้นกับชนิดและระยะของโรคมะเร็ง สำหรับการฉายรังสี ผู้ป่วยเด็กต้องนอนอยู่ในห้องฉายรังสีคนเดียวอาจทำให้รู้สึกกลัว โดยเฉพาะในผู้ป่วยเด็กเล็กทำให้ผู้ป่วยไม่ให้ความร่วมมือกับการรักษา ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในการฉายรังสีโรคมะเร็งเด็ก จึงจำเป็นต้องร่วมกับแพทย์ทางวิสัญญีเพื่อวางยาสลบขณะฉายรังสี ทำให้เด็กต้องนอนโรงพยาบาล และส่งผลกระทบต่อคุณภาพและสุขภาพจิตของเด็กด้วย
วัตถุประสงค์: เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ต้องวางยาสลบและลดความกังวลของผู้ปกครองและผู้ป่วยเด็กที่ต้องวางยาสลบขณะฉายรังสีที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
วัสดุและวิธีการ: ผู้ป่วยมะเร็งเด็กอายุ 1-15 ปี จำนวน 148 ราย ที่ได้รับการฉายรังสีในปี พ.ศ. 2557 ถึง พ.ศ. 2561 ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กิจกรรมประกอบด้วย การทำนัดการรักษาด้วยบัตรนัดที่สวยงามน่ารัก เช่น เป็นลวดลายการ์ตูน ก่อนเริ่มกระบวนการรักษา เจ้าหน้าที่จะพูดคุยเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับเด็กและให้กำลังใจด้วยการมอบของรางวัลหากผู้ป่วยให้ความร่วมมือ เมื่อการรักษาเสร็จสิ้นแพทย์เจ้าของไข้จะมอบเกียรติบัตรเป็นการแสดงความชื่นชมและให้ผู้ปกครองทำแบบสอบถามเพื่อประเมินผลของกิจกรรม โดยแบ่งแบบสอบถามออกเป็นแบบประเมินก่อนและหลังการเข้าร่วมกิจกรรม หัวข้อที่ประเมินได้แก่ ความกังวลในการวางยาสลบ ความหวาดกลัวของผู้ป่วยเด็ก และความพึงพอใจโดยรวมการเข้าร่วมกิจกรรม นอกจากนี้ยังรวบรวมสถิติในการยกเลิกการวางยาสลบในการฉายรังสีของผู้ป่วยเด็กด้วย
ผลการศึกษา: ผลจากศึกษาพบว่าความกังวลใจในการวางยาสลบของผู้ปกครองลดลงจาก 70% เหลือ 12% ความหวาดกลัวของผู้ป่วยเด็กลดลงจาก 77% เหลือ 20% และความพึงพอใจในกิจกรรมเพิ่มขึ้นจาก 27% เป็น 95% นอกจากนั้นยังสามารถลดจำนวนผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ไม่ต้องวางยาสลบได้ 35.7%
ข้อสรุป: จากการศึกษานี้พบว่าการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างเสริมกำลังใจช่วยลดความกังวลใจในการรักษาให้ทั้งผู้ปกครองและตัวผู้ป่วยเด็ก ผู้ป่วยเด็กให้ความร่วมมือในการฉายรังสีได้มากขึ้นและสามารถลดจำนวนผู้ป่วยที่ต้องได้รับการดมยาสลบในการฉายรังสี
เอกสารอ้างอิง
อ.พญ. อนุสสรา ส่งทอง, รศ.พญ. กาญจนา โชติเลอศักดิ์. เอกสาร มะเร็ง ในเด็ก (Pediatric cancer) [Internet]. 2016. Available from: http://www.chulacancer.net
Ward E, DeSantis C, Robbins A, Kohler B, Jemal A. Childhood and adolescent cancer statistics, 2014. CA Cancer J Clin. 2014;64:83–103.
Parker WA, Freeman CR. A simple technique for craniospinal radiotherapy in the supine position. Radiother Oncol. 2006;78:217–22.
Anghelescu DL, Burgoyne LL, Liu W, Hankins GM, Cheng C, Beckham PA, et al. Safe anesthesia for radiotherapy in pediatric oncology: St. Jude Children’s Research Hospital experience, 2004–2006. Int J Radiat Oncol Biol Phys. 2008;71:491–7.
Haeberli S, Grotzer MA, Niggli FK, Landolt MA, Linsenmeier C, Ammann RA, et al. A psychoeducational intervention reduces the need for anesthesia during radiotherapy for young childhood cancer patients. Radiat Oncol. 2008;3:17.
Angstrom-Brannstrom C, Engvall G, Mullaney T, Nilsson K, Wickart-Johansson G, Svard A-M, et al. Children undergoing radiotherapy: Swedish parents’ experiences and suggestions for improvement. PLoS One. 2015;10: e0141086.
Vlachioti E, Matziou V, Perdikaris P, Mitsiou M, Stylianou C, Tsoumakas K, et al. Assessment of quality of life of children and adolescents with cancer during their treatment. Jpn J Clin Oncol. 2016;46:453–61.
Opasrattanakorn, S, Detprapon, M, Sumdaengrit B. Stress and Coping of Nasopharyngeal Carcinoma Patients Receiving Concurrent Treatment. Rama Nurs J. 2015;21:158-171.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารมะเร็งวิวัฒน์ ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับ และบุคคลากรท่านอื่น ๆ ใน สมาคมฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว
