การศึกษาเปรียบเทียบแผ่นบันทึกรังสีกับฟิล์มเอกซเรย์ ในการตรวจสอบความถูกต้องของพื้นที่ฉายรังสี ผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยรังสีโฟตอนพลังงานสูง
คำสำคัญ:
รังสีรักษา, รังสีโฟตอนพลังงานสูง, / แผ่นบันทึกภาพทางรังสี, เครื่องอ่านและแปลงสัญญาณภาพให้เป็นดิจิตอลบทคัดย่อ
หลักการและเหตุผล: การตรวจสอบความถูกต้องของพื้นที่ฉายรังสีผู้ป่วยโรคมะเร็งนิยมใช้ฟิล์มเอกซเรย์ แต่ในปัจจุบัน การใช้ฟิล์มเอกซเรย์ในงานรังสีรักษาเริ่มน้อยลง จึงจำเป็นที่จะต้องหาเครื่องมือชนิดอื่นมาใช้ เพื่อความถูกต้องของการฉาย รังสีให้ตรงเป้าการรักษา วัตถุประสงค์: การวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษาภาพถ่ายทางรังสีและปริมาณรังสีที่ใช้ในการถ่ายภาพทางรังสีรักษาด้วยรังสีโฟตอน พลังงานสูง วัสดุและวิธีการ: การถ่ายภาพโดยใช้แผ่นบันทึกภาพทางรังสีของ Konica เปรียบเทียบกับภาพถ่ายซึ่งใช้ฟิล์มเอกซเรย์ ชนิด Ready Pact เอกส์-โอแมต วี ของโกดัก เป็นตัวรับภาพ โดยทำการเปรียบเทียบขนาดความกว้างของพื้นที่ฉายรังสี ขนาด 2x2, 4x4, 5x5, 10x10, 15x15, 20x20, 25x25 และ 30x30 ตารางเซนติเมตร ใช้พลังงาน 6 เมกะอิเล็กตรอนโวลต์ จาก เครื่องเร่งอนุภาครุ่น Primus ของบริษัทซีเมนส์ แผ่นบันทึกภาพรังสีอ่านโดยใช้เครื่องอ่านของ Konica ปริมาณรังสี 1 และ 50 MU สำหรับแผ่นบันทึกรังสีและฟิล์มชนิด เอกส์ โอแมต วี ตามลำดับ ในการวัดความสามารถในการมองเห็น ภาพถ่ายรังสีของวัตถุที่มีรายละเอียดสูงและต่ำ และภาพถ่ายรังสีโครงร่างกะโหลกศีรษะมนุษย์จำลองใช้แผ่นบันทึกภาพ ทางรังสีของ Konica และฟิล์มเอกซเรย์กับใช้ตลับใส่ฟิล์มรุ่น EC-Lของโกดัก ใช้ปริมาณรังสี 1-4 MU ให้นักฟิสิกส์การแพทย์ 2 คน และนักรังสีการแพทย์ 2 คน เป็นผู้อ่านผล ผลการศึกษา: พบว่าขนาดความกว้างของพื้นที่ฉายรังสี ที่วัดได้จากภาพถ่ายรังสีของตัวรับภาพทั้งสองชนิดมีค่าไม่แตก ต่างกัน และมีความคลาดเคลื่อนจากขนาดพื้นที่จริงที่กำหนดไม่เกิน 2 มิลลิเมตรตามมาตรฐานกำหนด สำหรับภาพถ่าย รังสีของวัตถุชนิดวัตถุที่มีรายละเอียดสูงและต่ำ ที่ใช้แผ่นบันทึกภาพทางรังสีเป็นตัวรับภาพ ใช้ปริมาณรังสีต่ำกว่าภาพถ่าย ที่ใชฟ้ ลิ ม์ เอกซเรย์เป็นตัวรับภาพ แต่แผ่นรับภาพทั้งสองชนิดไม่สามารถแยกจำนวนภาพเส้นคู่ (Lp/mm) ได้ สำหรับภาพถ่าย รังสีโครงร่างกะโหลกศีรษะมนุษย์จำลอง โดยใช้แผ่นบันทึกภาพทางรังสี สามารถมองเห็นรายละเอียดและความคมชัดของ ภาพมากกว่าใช้ฟิล์มเอกซเรย์เป็นตัวรับภาพ เมื่อใช้ปริมาณรังสีเท่ากัน และแผ่นบันทึกภาพทางรังสีสามารถปรับคุณภาพ ของภาพให้มีความคมชัดและรายละเอียดของภาพได้ ข้อสรุป: สามารถนำแผ่นบันทึกรังสีมาใช้ในการตรวจสอบความถูกต้องของพื้นที่ฉายรังสีผู้ป่วยและสามารถลดปริมาณ รังสีที่ใช้ในการถ่ายภาพได้ โดยไม่ทำให้คุณภาพของภาพลดลง และช่วยลดเวลาในการสร้างภาพ
เอกสารอ้างอิง
Geyer P, Blank H, Alheit H. Portal verification using the Kodak ACR 2000 RT storage phosphor plate system and EC films. Strahlenther Onkol 2006; 182: 172-8.
Soh HS ,Ung NM, Ng KH. The characteristics of Fuji IP Cassette application for radiation oncology quality tests and portal imaging. Australas Phys Eng Sci Med. 2008;31:146-50.
Ravindran P. Dose optimization during imaging in radiotherapy. Biomed Imaging Interv J. 2007;3:e23.
Day R, Sankar A, Nailon W, Macleod A. On the use of computed radiography plates for quality assurance of intensity modulated radiation therapy dose distributions. Med Phys. 2011;38:632-45.
Patel I, Natarajan T, Hassan SS, Kirby M. The use of computed radiography for routine linear accelerator and simulator quality control. Br J Radiol. 2009;82:827-38.
Fujita H, Yamaquchi M, Katsuda T, Sakamoto H, Fujioka T, Tada T, et al. Verification imaging using a computed radiography system for high energy electron beam therapy. Radiat Med. 2005; 23: 550 - 6.
Sirapath S. การศึกษาการใช้แผ่นรับภาพของเครื่องถ่ายภาพทางรังสีระบบคอมพิวเตอร์เพื่อวัดความกว้างของลำรังสีจากเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์.จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย 2008.
Fujibunchi T, Funabashi N, Hashimoto M, Abe Y, Iimori T, Matsubayashi F, et al. Examination of beam profile measurement using an imaging plate by the light exposure fading method for quality assurance of external radiation therapy. Nihon Hoshasen Gijutsu Gakkai Zasshi. 2006; 62: 1697-706.
Whittington R, Bloch P, Hutchinson D, Bjarngard BE. Verification of prostate treatment setup using computed radiography for portal imaging. J Appl Clin Med Phys. 2002; 3: 88-96.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารมะเร็งวิวัฒน์ ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับ และบุคคลากรท่านอื่น ๆ ใน สมาคมฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว
