ผลของการเริ่มรับประทานอาหารหลังการผ่าตัดกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นทะลุระหว่างการให้เริ่มรับประทานอาหารเร็วภายใน 24 ชั่วโมงกับการเริ่มรับประทานตามมาตรฐานเดิม การศึกษาแบบไม่สุ่ม

ผู้แต่ง

  • อมรชัย กริชนิกรกุล กลุ่มงานศัลยกรรม โรงพยาบาลนครพิงค์
  • ธนพล เสงี่ยมพร กลุ่มงานศัลยกรรม โรงพยาบาลนครพิงค์
  • ชัชชัย โกศลศศิธร กลุ่มงานศัลยกรรม โรงพยาบาลนครพิงค์
  • สุดาทิพย์ นิ่มกิ่งรัตน์ กลุ่มงานศัลยกรรม โรงพยาบาลนครพิงค์
  • นรินทร์ แก้วมา กลุ่มงานศัลยกรรม โรงพยาบาลนครพิงค์
  • โชติรส อังกุระวรานนท์ กลุ่มงานศัลยกรรม โรงพยาบาลนครพิงค์

คำสำคัญ:

กระเพาะอาหาร, ลำไส้ส่วนต้น, แผลทะลุ , รับประทานอาหารเร็ว , การฟื้นตัวหลังการผ่าตัด

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบผลของการเริ่มรับประทานอาหารหลังการผ่าตัดกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นทะลุระหว่างการให้เริ่มรับประทานภายใน 24 ชั่วโมงเปรียบเทียบกับการรับประทานอาหารตามมาตรฐานเดิม ในการลดระยะเวลาการนอนโรงพยาบาล ภาวะแทรกซ้อน การเสียชีวิตและการกลับมานอนโรงพยาบาลที่ 30 วันหลังการผ่าตัด

วิธีการวิจัย รูปแบบการศึกษา non-randomized control trial ศึกษาในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดรักษากระเพาะอาหารทะลุและลำไส้เล็กส่วนต้นทะลุ โรงพยาบาลนครพิงค์ ตั้งแต่ เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2563 ถึง เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2564 ศึกษากลุ่มเริ่มรับประทานอาหารเร็วโดยให้รับประทานอาหารทางปากภายใน 24 ชั่วโมง เปรียบเทียบกับกลุ่มรับประทานอาหารตามมาตรฐานเดิมเริ่มรับประทานอาหารหลัง 24 ชั่วโมง โดยจัดการแบ่งกลุ่มตามศัลยแพทย์ผู้ผ่าตัด วิเคราะห์อธิบายข้อมูลโดยใช้สถิติ เชิงพรรณนา เปรียบเทียบความแตกต่างโดยใช้ Fisher’s exact test และ independent t-test ตามลักษณะข้อมูล ศึกษาผลของการการเริ่มรับประทานอาหารหลังการผ่าตัดกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นทะลุในการลดระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลอโดยให้เริ่มรับประทานภายใน 24 ชั่วโมง โดยมีการปรับอิทธิพลของตัวแปรกวนด้วยสถิติ multivariable  linear regression  

ผลการวิจัย ผู้ป่วยกระเพาะอาหารและลำไส้ส่วนต้นทะลุทั้งหมด 26 คน แบ่งเป็น กลุ่มรับประทานเร็ว จำนวน 17 คน (ร้อยละ 65.4)  และกลุ่มรับประทานอาหารตามมาตรฐานเดิมมาตรฐานจำนวน 9 คน (ร้อยละ 34.6)  ผลการศึกษาพบว่า ลักษณะพื้นฐานของผู้ป่วย เพศ อายุ ดัชนีมวยกาย โรคประจำตัว ทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน กลุ่มรับประทานอาหารเร็ว มีระยะเวลานอนโรงพยาบาลเฉลี่ย 3.39±0.76 วัน เทียบกันกับกลุ่มรับประทานอาหารตามมาตรฐานเดิมมาตรฐานมีระยะเวลานอนโรงพยาบาลเฉลี่ย 6.04±1.56 วัน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001) โดยภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด การใส่สายจมูกซ้ำ และแผลติดเชื้อหลังผ่าตัด เกิดในกลุ่มที่รับประทานเร็ว 1 คน ไม่พบการกลับมานอนโรงพยาบาลและเสียชีวิตที่ 30 วันทั้งสองกลุ่ม เมื่อวิเคราะห์ด้วยสถิติ multivariable linear regression โดยปรับอิทธิพลสัดส่วนของการใส่สายระบายทางทางช่องท้อง พบว่า การให้ผู้ป่วยเริ่มรับประทานอาหารภายใน 24 ชั่วโมงหลังการผ่าตัดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ส่วนต้นทะลุ สามารถลดระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาลได้  -2.04 วัน (95% CI -3.00, -1.08) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value <0.001)

สรุป การให้ผู้ป่วยเริ่มรับประทานอาหารภายใน 24 ชั่วโมงหลังการผ่าตัดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ส่วนต้นทะลุ สามารถลดระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาล ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมโดยเพิ่มตัวอย่างในการศึกษาถึงความปลอดภัยและภาวะแทรกซ้อนก่อนนำไปใช้จริง

เอกสารอ้างอิง

Chung KT, Shelat VG. Perforated peptic ulcer - an update. World J Gastrointest Surg. 2017;9(1):1-12. doi: 10.4240/wjgs.v9.i1.1.

Bertleff MJ, Lange JF. Perforated peptic ulcer disease: a review of history and treatment. Dig Surg. 2010;27(3):161-9. doi: 10.1159/000264653.

Eisner F, Hermann D, Bajaeifer K, Glatzle J, Konigsrainer A, Kuper MA. Gastric Ulcer Complications after the Introduction of Proton Pump Inhibitors into Clinical Routine: 20-Year Experience. Visc Med. 2017;33(3):221-6. doi: 10.1159/000475450.

Ljungqvist O, Scott M, Fearon KC. Enhanced Recovery After Surgery: A Review. JAMA Surg. 2017;152(3):292-98. doi: 10.1001/jamasurg.2016.4952.

Gonenc M, Dural AC, Celik F, Akarsu C, Kocatas A, Kalayci MU, et al. Enhanced postoperative recovery pathways in emergency surgery: a randomised controlled clinical trial. Am J Surg. 2014;207(6):807-14. doi: 10.1016/j.amjsurg.2013.07.025.

Mohsina S, Shanmugam D, Sureshkumar S, Kundra P, Mahalakshmy T, Kate V. Adapted ERAS Pathway vs. Standard Care in Patients with Perforated Duodenal Ulcer-a Randomized Controlled Trial. J Gastrointest Surg. 2018;22(1):107-16. doi: 10.1007/s11605-017-3474-2.

Jones MK, Tomikawa M, Mohajer B, Tarnawski AS. Gastrointestinal mucosal regeneration: role of growth factors. Front Biosci. 1999;4:D303-9. doi: 10.2741/a428.

Nelson R, Edwards S, Tse B. Prophylactic nasogastric decompression after abdominal surgery. Cochrane Database Syst Rev. 2007;2007(3):Cd004929. doi: 10.1002/14651858.CD004929.pub3.

Carrère N, Seulin P, Julio CH, Bloom E, Gouzi JL, Pradère B. Is nasogastric or nasojejunal decompression necessary after gastrectomy? A prospective randomized trial. World J Surg. 2007;31(1):122-7. doi: 10.1007/s00268-006-0430-9.

Jang A, Jeong O. Early Postoperative Oral Feeding After Total Gastrectomy in Gastric Carcinoma Patients: A Retrospective Before-After Study Using Propensity Score Matching. JPEN J Parenter Enteral Nutr. 2019;43(5):649-57. doi: 10.1002/jpen.1438.

Thapa PB, Nagarkoti K, Lama T, Maharjan DK, Tuladhar M. Early enteral feeding in intestinal anastomosis. J Nepal Health Res Counc. 2011;9(1):1-5.

Abdalla E, Kamel EZ, Farrag WS. Intravenous dexamethasone combined with intrathecal atropine to prevent morphine-related nausea and vomiting after cesarean delivery: A randomized double-blinded study. Egyptian Journal of Anaesthesia. 2019;35(1):65-70.

Borchardt RA, Tzizik D. Update on surgical site infections: The new CDC guidelines. JAAPA. 2018;31(4):52-4. doi:10.1097/01.JAA.0000531052.82007.42.

Petrowsky H, Demartines N, Rousson V, Clavien PA. Evidence-based value of prophylactic drainage in gastrointestinal surgery: a systematic review and meta-analyses. Ann Surg. 2004;240(6):1074-84; discussion 84-5. doi: 10.1097/01.sla.0000146149.17411.c5.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2023-06-24

รูปแบบการอ้างอิง

กริชนิกรกุล อ. ., เสงี่ยมพร ธ., โกศลศศิธร ช. ., นิ่มกิ่งรัตน์ ส. ., แก้วมา น. . ., & อังกุระวรานนท์ โ. . (2023). ผลของการเริ่มรับประทานอาหารหลังการผ่าตัดกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นทะลุระหว่างการให้เริ่มรับประทานอาหารเร็วภายใน 24 ชั่วโมงกับการเริ่มรับประทานตามมาตรฐานเดิม การศึกษาแบบไม่สุ่ม . วารสารโรงพยาบาลนครพิงค์, 14(1), 151–162. สืบค้น จาก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnkp/article/view/262729

ฉบับ

ประเภทบทความ

รายงานการวิจัย