การศึกษาย้อนหลัง 9 ปีในเด็กและวัยรุ่นที่เข้ารับการบริการของศูนย์พึ่งได้โรงพยาบาลนครพิงค์ด้วยเรื่องสงสัยว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศ
คำสำคัญ:
เด็ก, วัยรุ่น, การล่วงละเมิดทางเพศ, ศูนย์พึ่งได้, การศึกษาแบบย้อนหลังบทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบลักษณะของเด็กและวัยรุ่นที่เข้ารับบริการของศูนย์พึ่งได้โรงพยาบาลนครพิงค์ด้วยเรื่องสงสัยว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศ
วัสดุและวิธีการ: ศึกษาข้อมูลผู้ป่วยย้อนหลังจากเวชระเบียน แบบบันทึกข้อมูลทางนิติเวช และแบบบันทึกข้อมูลการช่วยเหลือเด็กและสตรี ของเด็กและวัยรุ่นที่สงสัยว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศ จำนวน 303 คน ที่มาเข้ารับบริการของศูนย์พึ่งได้โรงพยาบาลนครพิงค์ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2555 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ.2563 เปรียบเทียบลักษณะของเด็กและวัยรุ่นด้วยสถิติ Fisher’s exact test
ผลการศึกษา: จำนวนเด็กและวัยรุ่นที่เข้ารับบริการของศูนย์พึ่งได้ในระยะเวลา 9 ปี มีจำนวน 303 คน มีแนวโน้มส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (88.8%) และอยู่ในช่วงวัยรุ่น (67.7%) โดยพบความแตกต่างของลักษณะในเด็กและวัยรุ่นที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value<0.05) หลายด้านทั้งในเรื่องของสาเหตุที่มา OSCC เด็กมักมาด้วยเรื่องความผิดปกติของร่างกายหรือจิตใจ 54.1% วัยรุ่นจะมาด้วยเรื่องอยู่ในสถานการณ์อันตราย 41.5% ระยะเวลาตั้งแต่เกิดเหตุจนถึง OSCC พบว่าลักษณะที่พบมากกว่าในวัยรุ่นได้แก่มาพบแพทย์ล่าช้ากว่า 72 ชั่วโมง ผู้กระทำการล่วงละเมิดเป็นคนที่ผู้เสียหายรู้จักอยู่แล้ว ผู้กระทำส่วนใหญ่มีเพียงคนเดียวและมักจะมีการกระทำซ้ำเกิดขึ้น สถานที่เกิดเหตุจะเป็นที่อื่นๆนอกบ้าน วิธีการล่วงละเมิดนั้นจะเป็นการกระทำชำเรา พบมีการข่มขู่หรือทำร้ายร่างกายและมีการแจ้งความดำเนินคดีในวัยรุ่นมากกว่า ส่วนการตรวจร่างกายนั้นพบว่าการตรวจบริเวณอวัยวะเพศและทวารหนักในเด็กมักจะไม่พบความผิดปกติ (79.6%) ส่วนวัยรุ่นมักจะพบเป็นบาดแผลเก่า (55.1%) ข้อมูลระหว่างกลุ่มเด็กและวัยรุ่น พบว่าวัยรุ่นจะมีโอกาสตรวจพบอสุจิและacid phosphatase เป็นผลบวกมากกว่า (13.7%, 2.0%) และ (23.4%, 1.0%) ตรวจพบโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์น้อยกว่า (3.4%, 8.1%) สามารถสรุปความเห็นว่าผู้เสียหายถูกล่วงละเมิดทางเพศได้มากกว่า (36.1%, 7.1%) และมีโอกาสที่จะถูกแยกจากครอบครัวไปอยู่บ้านพักฉุกเฉินได้มากกว่าในเด็ก (37.6%, 22.5%)
สรุป: ลักษณะทางประชากรระหว่างเด็กและวัยรุ่นที่เข้ารับบริการของศูนย์พึ่งได้โรงพยาบาลนครพิงค์ด้วยเรื่องสงสัยว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศ พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในหลายด้าน ศูนย์พึ่งได้มีความสำคัญในการช่วยเหลือผู้ถูกกระทำในการค้นหาสาเหตุความรุนแรงและภาวะคุกคามได้
เอกสารอ้างอิง
Bechtel K, Bennett BL. Evaluation of sexual abuse in children and adolescents. In: UpToDate, Wiley JF(Ed), UpToDate, Waltham, MA. (Accessed on February 19, 2021.)
Unicef [Internet]. New York. CSC Corporate Domains; c1993-2021 [updated 2021 Feb 21; cited 2021 Apr 18]. Available from: https://www.unicef.org/thailand/what-we-do/child-protection
สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ, ศูนย์ช่วยเหลือสังคม (OSCC). OSCC ศูนย์ช่วยเหลือสังคม [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: ศูนย์ช่วยเหลือสังคม(OSCC); 2556 [เข้าถึงเมื่อ 14 ส.ค. 2564]. เข้าถึงได้จาก:
http://www.oic.go.th/FILEWEB/CABINFOCENTER18/DRAWER003/GENERAL/DATA0000/00000056.PDF
Adams JA, Farst KJ, Kellogg ND. Interpretation of medical findings in suspected child sexual abuse: an update for 2018. J Pediatr Adolesc Gynecol. 2018;31(3):225-31.
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562. (2562,27 พฤษภาคม) ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 136 ตอนที่ 69. หน้า 127-34.
อริยพร โพธิใส. ความผิดเกี่ยวกับการอนาจารเด็กตามประมวลกฎหมายอาญา. จุลนิติ 2561;15(2) :155-63.
Jenny C, Crawford-Jakubiak JE; Committee on Child Abuse and Neglect; American Academy of Pediatrics. The evaluation of children in the primary care setting when sexual abuse is suspected. Pediatrics. 2013;132(2):e558-67.
Silva WDS, Ribeiro FM, Guimarães GK, Santos MSD, Almeida VPDS, Barroso-Junior UO. Factors associated with child sexual abuse confirmation at forensic examinations. Cien Saude Colet. 2018;23(2):599-606.
Trangkasombat U. Sexual abuse in Thai children: a qualitative study. J Med Assoc Thai. 2008;91(9):1461-7.
Kellogg ND, Koek W, Nienow SM. Factors that prevent, prompt, and delay disclosures in female victims of child sexual abuse. Child Abuse Negl. 2020;101:104360.
Vrolijk-Bosschaart TF, Brilleslijper-Kater SN, Benninga MA, Linndauer RJL, Teeuw AH. Clinical practice: recognizing child sexual abuse-what makes it so difficult?. Eur J Pediatr. 2018;177(9):1343-50.
Trindade LC, Linhares SMGM, Vanrell JP, Godoy D, Martins JCA, Barbas SMAN. Sexual violence against children and vulnerability. AMB Rev Assoc Med Bras. 2014;60(1):70-4.
David N, Ezechi O, Wapmuk A, Gbajabiamila T, Ohihoin A, Herbertson E, et al. Child sexual abuse and disclosure in South Western Nigeria: a community based study. Afr Health Sci. 2018;18(2):199-208.
Bowen K, Aldous MB. Medical evaluation of sexual abuse in children without disclosed or witnessed abuse. Arch Pediatr Adolesc Med. 1999;153(11):1160-4.
Rizzo A, Ricard D, La Harpe R, Fracasso T, Yaron M. Female Child and Adolescent Sexual Abuse Cases Reported at the Geneva University Hospitals Between 2006 and 2014: A Retrospective Study. J Pediatr Adolesc Gynecol. 2020;33(3):260-3.
Sena CA, Silva MAD, Falbo Neto GH. The incidence of sexual violence among children and adolescents in Recife, State of Pernambuco, Brazil, in 2012 and 2013. Cien Saude Colet. 2018;23(5):1591-9.
Fanslow JL, Robinson EM, Crengle S, Perese L. Prevalence of child sexual abuse reported by a cross-sectional sample of New Zealand women. Child Abuse Negl. 2007;31:935-45.
Enyedy A, Tsikouras P, Csorba R. Medical and legal aspects of child sexual abuse: a population-based study in Hungarain County. Int J Environ Res Public Health. 2018;15(4):701-9.
Boonma M, Bhoopat T, Treratwerapong T, Jintanadilog A. Physical effects of sexually abused children and adolescents at Taksin hospital. J Med Assoc Thai. 2007;90(12):2608-15.
Kotzé JM, Brits H. Child sexual abuse: The significance of the history and testifying on non-confirmatory findings. Afr J Prm Health Care Fam Med. 2019;11(1):e1-e7.
Kellogg N; American Academy of Pediatrics Committee on Child Abuse and Neglect. The evaluation of sexual abuse in children. Pediatrics. 2005;116(2):506-12.
Lahoti SL, McClain N, Girardet R, McNeese M, Cheung K. Evaluating the child for sexual abuse. Am Fam Physician. 2001;63(5):883-92.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของโรงพยาบาลนครพิงค์ จ.เชียงใหม่
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องบทความในวารสารวิชาการและวิจัยเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลนครพิงค์ และบุคลากรท่านอื่นๆในโรงพยาบาลฯ ความรับผิดชอบเกี่ยวกับบทความแต่ละเรื่องผู้เขียนจะรับผิดชอบของตนเองแต่ละท่าน
