ประสิทธิผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกเพื่อป้องกันการตกเลือดหลังคลอด โรงพยาบาลเชียงคำ จังหวัดพะเยา
คำสำคัญ:
ประสิทธิผล, แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิก, การตกเลือดหลังคลอดบทคัดย่อ
บทนำ: การตกเลือดหลังคลอดเป็นภาวะที่มีความเสี่ยงและมีผลกระทบต่อภาวะสุขภาพของมารดาและเป็นสาเหตุที่สำคัญของ
การตายของมารดาทั่วโลกเสียชีวิต การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกเพื่อป้องกันการตกเลือดหลังคลอด โดยการเปรียบเทียบสัดส่วนมารดาที่มีการตกเลือดหลังคลอด สัดส่วนมารดาที่มีภาวะซีดหลังคลอดและสัดส่วนมารดาที่ได้รับเลือดทดแทนหลังคลอด
วิธีการศึกษา: การศึกษาเชิงเปรียบเทียบชนิดศึกษาย้อนหลังและไปข้างหน้าแบบไม่ควบคุมก่อนและหลังการใช้แนวปฏิบัติทาง
คลินิก เก็บข้อมูลมารดาตั้งครรภ์ครบกำหนดที่มาคลอด ณ โรงพยาบาลเชียงคำ ศึกษาย้อนหลังตั้งแต่ 1 กรกฎาคม ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2562 จำนวน 302 คน และศึกษาไปข้างหน้าตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 ถึง 31 มกราคม พ.ศ. 2563 จำนวน 308 คน เครื่องมือที่ใช้ในดำเนินการศึกษา คือ แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกสำหรับการป้องกันการตกเลือดหลังคลอด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบความน่าจะเป็นของฟิชเชอร์
ผลการศึกษา: มารดากลุ่มที่ได้รับการดูแลโดยใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกมีสัดส่วนการตกเลือดหลังคลอดน้อย
กว่ามารดากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) แต่มีสัดส่วนภาวะซีดหลังคลอดและการได้รับ
เลือดทดแทนหลังคลอดไม่แตกต่างกันเมื่อเปรียบเทียบกับมารดากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ และพบว่าสาเหตุของการตก
เลือดหลังคลอดส่วนใหญ่มาจากการหดรัดตัวของมดลูกไม่ดีร้อยละ 75
สรุป: ผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิก สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและผลลัพธ์ที่ดีในการป้องกันการตกเลือดหลังคลอด
เอกสารอ้างอิง
Belfort MA, Lockwood CJ, Levine D, Barss VA. Overview of postpartum hemorrhage [Internet]. 2020. Available from: www.uptodate.com/contents/overview-of- postpartum-hemorrhage.
AbouZahr C. Global burden of maternal death and disability. Br Med Bull. 2003;67:1-11.
Khan KS, Wojdyla D, Say L, Gülmezoglu AM, Van Look PF. WHO analysis of causes of maternal death: a systematic review. Lancet. 2006;367(9516):1066-74.
กลุ่มอนามัยแม่และเด็ก สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. อัตราส่วนการตายมารดา [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: กลุ่มอนามัยแม่และเด็ก สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. 2562. เข้าถึงได้จาก: http://planning.anamai.moph.go.th/download/D_Strategic/2562/Committee/Committee62_Data2-050362.pdf.
World Health Organization. WHO guidelines for the management of postpartum hemorrhage and retained placenta [Internet]. France: World Health Organization. 2009. Available from: https://apps.who.int/iris/bitstream/handle/10665/44171/9789241598514_eng.pdf;jsessionid=57C90396A1DEF89B374C328ECA0EC025?sequence=1.
Devendra BN, Seema KB, Kammappa KA. Episiotomy wound haematoma: Recognition, management and healing assessment by REEDA scale in postpartum period. IOSR Journal of Dental and Medical Sciences. 2015;14(9):8-11.
ฉวีวรรณ ธงชัย. การพัฒนาแนวปฏิบัติทางคลินิก. วารสารสภาการพยาบาล. 2548;20(2):63-76.
ฟองคำ ดิลกสกุลชัย. การปฏิบัติการพยาบาลตามหลักฐานเชิงประจักษ์ : หลักการและวิธีปฏิบัติ. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ : คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล; 2554.
กลุ่มงานสูติ-นรีเวชกรรม โรงพยาบาลเชียงคำ. รายงานสถิติงานห้องคลอดประจำปี. พะเยา: โรงพยาบาลเชียงคำ; 2562.
บังอร ศุภวิทิตพัฒนา, บรรณาธิการ. การพยาบาลและการผดุงครรภ์: สตรีที่มีภาวะเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน. เชียงใหม่: คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่; 2562.
ณฐนนท์ ศิริมาศ, ปิยรัตน์ โสมศรี, สุพางค์พรรณ พาดกลาง, จีรพร จักษุจินดา. การพัฒนาระบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์ในการป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอดในโรงพยาบาลสกลนคร. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ. 2557;32(2),43-44.
สุฑารัตน์ ซูรส. การป้องกันการตกเลือดหลังคลอด: บทบาทของพยาบาล. วารสารวิชาการแพทย์เขต 11. 2562;33(1),181-192.
National Health and Medical Research Council. A guide to the development, implementation and evaluation of clinical practice guidelines. Australia: commonwealth; 1999.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของโรงพยาบาลนครพิงค์ จ.เชียงใหม่
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องบทความในวารสารวิชาการและวิจัยเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลนครพิงค์ และบุคลากรท่านอื่นๆในโรงพยาบาลฯ ความรับผิดชอบเกี่ยวกับบทความแต่ละเรื่องผู้เขียนจะรับผิดชอบของตนเองแต่ละท่าน
