ผลของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วย Group Motivational Interviewing technique ต่อความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงและเบาหวานชนิดที่สอง
คำสำคัญ:
Group motivational interview technique, Thai CV risk, ค่าความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดบทคัดย่อ
ที่มา: โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นปัญหาทางด้านสุขภาพที่สำคัญของโลก พบว่าเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึง 31%ของประชากรโลก ในประเทศไทยจากการรายงานอัตราการตายของประชากรไทยในปี พ.ศ. 2555 และ 2559 พบว่า โรคนี้เป็นสาเหตุการตายอันดับที่2 ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีมาตรการเชิงรุกในการป้องกัน และควบคุมอุบัติการณ์โรคนี้ แต่สถานการณ์ก็ยังเพิ่มสูงขึ้นทุกปี จึงทำการศึกษาผลของการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วย Group Motivational Interview technique (Group MI) เทียบกับ Conventional technique ต่อความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular risk: CVD risk) ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงและเบาหวานชนิดที่สอง
วิธีวิจัย: การวิจัยกึ่งการทดลองโดยเก็บข้อมูลก่อนและหลังการทดลองผ่านแบบสอบถามและข้อมูลจากฐานข้อมูลระบบงานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและศูนย์สุขภาพชุมชน (JHCIS: Java Health Center Information System) ในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) อำเภอแม่ริม และมีค่า CVD risk มากกว่า 10 จำนวน 197คน เป็นกลุ่มทดลอง 105 คน และกลุ่มควบคุม 92 คน กลุ่มทดลองได้รับความรู้โดย Group MI ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับความรู้โดย Conventional technique ติดตามค่า CVD risk และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงพฤติกรรมสุขภาพหลังเข้าร่วมงานวิจัยที่ 2 และ 6 เดือน วิเคราะห์เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงค่าดังกล่าว
ผลการศึกษา: ผลของการให้ความรู้ด้วย Group MI ในผู้ป่วยภาวะความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 พบว่าหลังจากให้ความรู้กลุ่มทดลองมีค่า CVD risk ลดลง 2.45±4.67 % กลุ่มควบคุมมีค่าเพิ่มขึ้น 0.82±5.88 % และแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.001)
สรุปผลการศึกษา: การให้ความรู้โดยใช้ Group MI สามารถลดค่า CVD risk ได้จึงควรใช้เป็นแนวทางในการให้ความรู้ผู้ป่วยในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดค่าความเสี่ยงนี้
เอกสารอ้างอิง
Cardiovascular diseases. [9 May 2018] Available from:https://www.who.int/cardiovascular_diseases/world-heart-day-2017/en/
กลุ่มข้อมูลข่าวสารสุขภาพ. สถิติสาธารณสุข พ.ศ.2559. นนทบุรี. กองยุทธศาสตร์ และแผนงาน กระทรวงสาธารณสุข.2560. Available from :https://bps.moph.go.th/new_bps/sites/default/files/health_strategy2559.pdf
Makka N, Kusreesakul K, Amornvisaisordej C, Bundhamcharoen K. Regional Differences in Burden of Disease in Thailand, Year 2009. Journal of Health Science 2016; 25:162-72.
ระบบงานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและศูนย์สุขภาพชุมชน. [9 May2018] Available from: https://neo.moph.go.th/jhcis/
สุกิจ แย้มวงษ์. โครงการการพัฒนาแบบประเมินความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด.2548. Available
from: https://hrn.thainhf.org/
ณัฐธิวรรณ พันธ์มุง, นิตยา พันธุเวทย์, ลินดา จำปาแก้ว. แนวทางการประเมินโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด (Guidelines for Assessment of cardiovascular risk). กรุงเทพ. สำนักงานกิจการโรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก.
สุรินทร์ จิรนิรามัย. การสัมภาษณ์เพื่อปลุกเร้าแรงจูงใจในเวชปฏิบัติ2. เวชศาสตร์ครอบครัว. พิมพ์ครั้งที่ 1 .เชียงใหม่. หจก. เชียงใหม่โรงพิมพ์แสงศิลป์ . 2560: 181-191.
เทอดศักดิ์ เดชคง. Motivational Interviewing for NCDs; MI NCDs.พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพ. บริษัท บียอนด์พับลิสชิ่ง จำกัด. 2560.
จันทกลาง ป, มาธนะสารวุฒิ อ. การเปรียบเทียบผลการให้สุขศึกษาแบบกลุ่มด้วย Motivational Interviewing-based group education technique กับ Conventional group education technique ในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่. (รายงานวิจัยหลักสูตรแพทย์ปฏิบัติงานเพื่อสอบวุฒิบัตรสาขาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) 2015.
Prochaska JO, Velicer WF. The transtheoretical model of health behavior change. Am J Health Promot. 1997 Sep-Oct;12(1):38-48.
Miller WR. Rollnick S. Motivational Interviewing Helping People Change. Third Edition. New York. The Guilford Press. 2013.
Lidin M, Hellénius ML, Rydell-Karlsson M, Ekblom-Bak E. Long-term effects on cardiovascular risk of a structured multidisciplinary lifestyle program in clinical practice. BMC Cardiovasc Disord. 2018 Apr 2;18(1):59. doi: 10.1186/s12872-018-0792-6.
Hardcastle SJ, Taylor HA, Bailey MP, Robert A Harley RA, Hagger MS. Effectiveness of a motivational interviewing intervention on weight loss, physical activity and cardiovascular disease risk factors: a randomised controlled trial with a 12-month post-intervention follow-up. Int J Behav Nutr Phys Act. 2013; 10: 40.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของโรงพยาบาลนครพิงค์ จ.เชียงใหม่
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องบทความในวารสารวิชาการและวิจัยเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลนครพิงค์ และบุคลากรท่านอื่นๆในโรงพยาบาลฯ ความรับผิดชอบเกี่ยวกับบทความแต่ละเรื่องผู้เขียนจะรับผิดชอบของตนเองแต่ละท่าน
