การศึกษาเปรียบเทียบอาการปวดหลัง หลังผ่าตัดทางนรีเวช จากการจัดท่านอนผู้ป่วย ขณะผ่าตัด ด้วยวิธีนอนหงายโดยใช้อุปกรณ์หมอนหนุนใต้ ข้อเข่าและข้อเท้า กับการนอนหงายธรรมดา

ผู้แต่ง

  • จันทนา จุ่มแก้ว

คำสำคัญ:

อาการปวดหลังหลังผ่าตัด, การผ่าตัดทางนรีเวช, การจัดท่านอนผู้ป่วย

บทคัดย่อ

การวิจัยแบบกึ่งทดลองในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบอาการปวดหลัง หลังผ่าตัดทางนรีเวช จากการจัดท่านอนผู้ป่วยขณะผ่าตัด ด้วยวิธีนอนหงายโดยใช้อุปกรณ์หมอนหนุนใต้ข้อเข่าและข้อเท้า กับการนอนหงายธรรมดา กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยนรีเวชที่มารับการรักษาโดยการผ่าตัด มดลูก รังไข่ หรือต่อมน้ําเหลืองในอุ้งเชิงกราน ระหว่างเดือน กันยายน 2559 ถึงเดือน ธันวาคม 2559 จํานวน 70 คน ซึ่งได้มาโดยการคัดเลือกแบบสุ่ม กลุ่มที่1 คือกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการจัดทำโดยใช้อุปกรณ์หมอนหนุนใต้ข้อเข่าและข้อเท้า จํานวน 35 คน และกลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการจัดท่าแบบนอนหงายธรรมดา จํานวน 35 คน ประเมินความเจ็บปวดโดยใช้ Face pain scale(FCS) กับผู้ป่วยที่มีปัญหาการสื่อสาร หรือไม่สามารถบอกความเจ็บปวดออกเป็นตัวเลขได้ และใช้ Numeric scale 0-10 กับผู้ป่วยที่สามารถบอกความเจ็บปวดออกเป็นตัวเลขได้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงร้อยละ ค่าเฉลี่ย, เปรียบเทียบอาการปวดหลัง หลังผ่าตัดทางนรีเวช จากการจัดท่านอนผู้ป่วยขณะผ่าตัดด้วยวิธีนอนหงายโดยมีอุปกรณ์หมอนหนุนใต้ข้อเข่าและข้อเท้า กับการนอนหงายธรรมดา โดยใช้สถิติ Independent ttestผลการวิจัยพบว่า อาการปวดหลัง หลังผ่าตัดทางนรีเวชของผู้ป่วยกลุ่มทดลองน้อยกว่ากลุ่มควบคุม (1.43,4.97) อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติP-value <0.001ข้อเสนอแนะจากกการวิจัยคือ การจัดท่านอนผู้ป่วยขณะผ่าตัดทางนรีเวช ควรจัดท่านอนหงายโดยใช้อุปกรณ์หมอนหนุนรองใต้ข้อเข่าและข้อเท้า เพื่อป้องกัน และบรรเทาอาการปวดหลัง หลังผ่าตัด และอาจนําวิธีนี้ไปประยุกต์ใช้ในการป้องกันและบรรเทาอาการปวดเมื่อยอวัยวะส่วนอื่น ๆ ในร่างกาย หลังผ่าตัดได้

เอกสารอ้างอิง

1. กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาลโรงพยาบาลนครพิงค์. ข้อมูลรายงานประจําปีงานห้องผ่าตัดโรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่. เชียงใหม่: โรงพยาบาลนครพิงค์. 2560.
2. กรรณิการ์ เชื้อดํารง. การเปรียบเทียบค่าความดันเลือดดําส่วนกลางของผู้ป่วยในท่านอน 3 ระดับ[วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาสตร์มหาบัณฑิต]. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. 2552.
3. กันยา ธรรมบาล. อาการปวดหลังส่วนล่าง. เวชศาสตร์ฟื้นฟูสาร 2556;27:89-94.
4. กุลดา เชื้อดํารง. การเปรียบเทียบค่าความดันเลือดดําส่วนกลางของผู้ป่วยในท่านอน 3 ระดับ. [วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาสตร์มหาบัณฑิต]. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. 2553.
5. เรณู สอนเครือ. แนวคิดพื้นฐานและหลักการพยาบาลเล่ม 1. พิมพ์ครั้งที่ 9. นนทบุรี: ยุทธรินทร์การพิมพ์;2552.
6. สวิชญา กองเกิด. ความต้องการและการได้รับการตอบสนองด้านสุขสบายตามการรับรู้ของผู้ป่วยหลังผ่าตัด. [วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาสตร์มหาบัณฑิต]. จันทบุรี: มหาวิทยาลัยบูรพา. 2552.
7. สมพร ชิโนรส, สุขภาพ สุวรรณเวโชและนฤมลคชเสนี. ความปวดและการจัดการความปวดใน ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัด. รามาธิบดีพยาบาลสาร. 2559;12:304-317.
8. อรทัย ชยาภิวัฒน์, พรรณี วิระพรรณ และอวยพร ภัทรภักดี. ความสุขสบายในผู้ป่วยนรีเวชหลังผ่าตัดช่องท้อง. วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์. 2558;2:50-58.
9. International Association for the study of pain. “classcification of pain: paindefinition”. [Internet]. 2011. Available from :https://www.iasp-pain.org.
10. Kolcaba,k. Comfort theory and practice. NewYork: Springer PlublishingCompany; 2003.
11. Potter,P.A.,&perry,A.G. Fundamental of nursing. St Louis,MO:Mosby; 2005.
12. Smeltzer,S.C., Bare, B.G., Hinkle, J.L.,& Cheever, K.H. Textbook of medical –surgical nursing. 12th ed. Philadelphia: Wolters Kluwer Health/Lippincott Williams & Wilkins; 2010.
13. Taylor,C.R., Lillis, C., Le Mone, P., &Lynn,P. Fundamentals of nursing: The art and science of nursing care. 6th ed. Philadelphia: Lippincott Williams & Wilkins, a Wolters Kluwer business; 2008.
14. Zegerman, A. Ezri, T., &Weinbroum, A.A.Post operative discomfort (other than pain)-a neglected feature of postanesthesia patient care, Journal of clinical monitoring and computing 2008;22:279-284.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2019-07-15

รูปแบบการอ้างอิง

จุ่มแก้ว จ. (2019). การศึกษาเปรียบเทียบอาการปวดหลัง หลังผ่าตัดทางนรีเวช จากการจัดท่านอนผู้ป่วย ขณะผ่าตัด ด้วยวิธีนอนหงายโดยใช้อุปกรณ์หมอนหนุนใต้ ข้อเข่าและข้อเท้า กับการนอนหงายธรรมดา. วารสารโรงพยาบาลนครพิงค์, 8(1), 25–32. สืบค้น จาก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnkp/article/view/205230

ฉบับ

ประเภทบทความ

รายงานการวิจัย