ความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาในการคลอดแต่ละระยะกับการติดเชื้อของแผลฉีกขาด บริเวณแผลฝีเย็บที่เกิดจากการคลอดในหญิงตั้งครรภ์ที่คลอดผ่านทางช่องคลอด
คำสำคัญ:
การติดเชื้อของแผลฉีกขาดบริเวณแผลฝีเย็บ, แผลฝีเย็บ, ระยะเวลาในแต่ละ ระยะของการคลอดบทคัดย่อ
บทนํา การติดเชื้อของแผลฉีกขาดบริเวณแผลฝีเย็บที่เกิดจากการคลอดทางช่องคลอดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยและครอบครัว โดยมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง ที่เพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อ หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงคือระยะเวลาในการคลอดที่นานทําให้มีโอกาสติดเชื้อบริเวณแผลฝีเย็บมากขึ้น ดังนั้นจึงต้องการศึกษาความสัมพันธ์ ระหว่างระยะเวลาในการคลอดระยะที่ 1, 2, 3 และระยะเวลารวมกับการติดเชื้อของแผลฉีกขาดบริเวณแผลฝีเย็บที่เกิดจากการคลอดทางช่องคลอด
วิธีการศึกษา จากการศึกษาผู้ป่วย 170 ราย พบว่ามีผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อของแผลฉีกขาดบริเวณแผลฝีเย็บที่เกิดจากการคลอดทางช่องคลอด 34 ราย และไม่มีการติดเชื้อ136 ราย ศึกษาระยะเวลาระยะที่ 1, 2 ,3 และระยะเวลารวมของการคลอดกับการติดเชื้อของแผลฝีเย็บ ณ โรงพยาบาลนครพิงค์ ในผู้ป่วยที่คลอดระหว่างวันที่ 5ตุลาคม2559 ถึง 30 กันยายน 2560 โดยเก็บข้อมูลย้อนหลังจากผลไปหาเหตุ ได้ทําการรวบรวมระยะเวลาในการคลอด ข้อมูลทั่วไป ปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการติดเชื้อ วิเคราะห์สัดส่วนและโอกาสเสี่ยงของทุกปัจจัยด้วย descriptive statistic, logistic regressionวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาในการคลอดแต่ละระยะกับการติดเชื้อด้วยlogistic regressionผลการศึกษา จากการศึกษาระยะเวลาในการคลอดแต่ละระยะกับการติดเชื้อด้วยunivariablelogistic regression พบว่าเมื่อระยะเวลาในระยะที่ 1, 2 และ 3 และระยะเวลารวมของการคลอดมากขึ้นไม่มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อ (p-value=0.857,p-value=0.124, p-value=0.260, p-value=0.593 ตามลําดับ) และเมื่อศึกษาระยะเวลาในการคลอดระยะที่ 2 เมื่อควบคุมปัจจัยที่มีแนวโน้มทําให้เกิดการติดเชื้อด้วย multivariablelogistic regression พบว่า ไม่มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อ (pvalue=0.304)
สรุป จากผลการศึกษาพบว่าระยะเวลาในแต่ละระยะของการคลอดที่นานขึ้นและเมื่อมีการควบคุมปัจจัยที่มีแนวโน้มทําให้เกิดการติดเชื้อของแผลฉีกขาดบริเวณแผลฝีเย็บที่เกิดจากการคลอดทางช่องคลอด พบว่าระยะเวลาไม่มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อดังกล่าว
เอกสารอ้างอิง
2. Horan, T. C., Gaynes, R. P., Martone, W. J., Jarvis, W. R., &Emori, T. G. CDC Definitions of Nosocomial Surgical Site Infections, 1992: A Modification of CDC Definitions of Surgical Wound Infections. Infection Control & Hospital
Epidemiology 1992;13:606-8.
3. Jing-yan, Y. A. N. G. Logistic Regression Analysis on Risk Factors of Episiotomy Infection. Chinese Journal of Nosocomiology 2009;2:164-5.
4. Johnson A, Thaker R, Sultan AH. Obstetric perineal wound infection. British J. of Nursing 2012;21:s28-s53.
5. Kamel, A., Khaled, M. Episiotomy and obstetric perineal wound dehiscence: beyond soreness. Journal of Obstetrics and Gynaecology 2014;34:215-7.
6. Li, H., Zhong, Q., Jin, S., Gao, X., Cheng, J., Wang, C., & Gong, R. Factor analysis of side perineal incision infection and control measures of perinatal quality. Chinese Journal of Nosocomiology 2010;20:2606-7.
7. O’Kelly, S. M., Moore, Z. E. H. Antenatal maternal education for improving postnatal perineal healing for women who have birthed in a hospital setting.Cochrane Database of Systematic Reviews 2017;12:CD012258.
8. Ridley, N.Perineal wound infections: an audit. The Practicing Midwife 2015;18:1-4.
9. Rusavy, Z., Karbanova, J., &Kalis, V. Timing of episiotomy and outcome of a non‐instrumental vaginal delivery. Actaobstetricia et gynecologicaScandinavica 2016;95:190-196.
10. Wang, J., Huang, L. H., You, L. J., & WU, L. X. Risk factors for episiotomy incision infections and prevention and control measures. Chinese J Nosocomiol2013;23:371-73.
11. Zhang, H, Han, S.Risk factors and preventive measures for postoperative infection in episiotomy of puerperal.Biomedical Research 2017;28:8857-61.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของโรงพยาบาลนครพิงค์ จ.เชียงใหม่
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องบทความในวารสารวิชาการและวิจัยเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลนครพิงค์ และบุคลากรท่านอื่นๆในโรงพยาบาลฯ ความรับผิดชอบเกี่ยวกับบทความแต่ละเรื่องผู้เขียนจะรับผิดชอบของตนเองแต่ละท่าน
