ผลของการอบรมการช่วยฟื้นคืนชีพต่อความรู้และทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพ ของพยาบาลวิชาชีพ
คำสำคัญ:
การอบรมการช่วยฟื้นคืนชีพ, ความรู้, ทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพของพยาบาลบทคัดย่อ
การวิจัยกึ่งทดลองเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความรู้การช่วยฟื้นคืนชีพของพยาบาลวิชาชีพก่อนและหลังการได้รับการช่วยฟื้นคืนชีพ การวิจัยกึ่งทดลอง(quasi-experimental study) แบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการอบรมกลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพที่เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (BLS) จํานวน65 คน และการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นสูง (ACLS) จํานวน 23คนคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยโปรแกรมการอบรมเชิงปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ
แบบวัดความรู้ และทักษะเกี่ยวกับการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน และขั้นสูง วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ และทดสอบความแตกต่างของความรู้และทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพก่อนและหลังการได้รับการอบรมโดยใช้ paired t-test
ผลการวิจัย พบว่า ค่าเฉลี่ยของความรู้การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน และการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นสูง ของกลุ่มตัวอย่างหลังการอบรมสูงกว่าก่อนการอบรม อย่างมีนัยสําคัญที่ระดับต่ํากว่า .001ผู้วิจัยเสนอแนะว่าควรจัดทําการฝึกอบรมการช่วยฟื้นคืนชีพอย่างต่อเนื่องเป็นประจําทุกปี โดยบรรจุเป็นแผนงานประจําปี หรือเป็นนโยบายของโรงพยาบาล
เอกสารอ้างอิง
2. กาญจนา บุตรจันทร์ และคณะกรรมการช่วยฟื้นคืนชีพ. การพัฒนารูปแบบการช่วยฟื้น คืนชีพโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่. เชียงใหม่: งานวิชาการและพัฒนาทางการพยาบาลโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่.2556.
3. กลอย แก้วบุดดา. การวิจัยประเมินผลโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการช่วยชีวิตขั้นสูงในผู้ใหญ่สําหรับพยาบาลโรงพยาบาลศิริราช. [วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต] กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศิลปากร.2557.
4. ขจรศักดิ์ หาญณรงค์. การจัดโครงการฝึกอบรม, กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์กรมสรรพสามิต.2555.
5. นิสสรณ์ บําเพ็ญ. “การประเมินผลโครงการฝึกอบรมผู้จุดประกายไฟแห่งการบริการ.” [วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต] กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคําแหง.2552.
6. ผดุงศิษฎ์ ชํานาญบริรักษ์. การพัฒนาคุณภาพ การบริการการแพทย์ฉุกเฉินของอาสาสมัครกู้ชีพองค์การบริหารส่วนตําบลวังแสง จังหวัด มหาสารคาม. ในการประชุมวิชาการระดับชาติ เรื่องกําลังคนด้านสุขภาพกับการบริการด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ 2-4 มิถุนายน 2553.
7. ทนง ทองเต็ม. การประเมินผลการฝึกอบรม, เอกสารประกอบการบรรยาย (เอกสารอัดสําเนา).2553.
8. ธวัช ชาญชญานนท์ และคณะ. ผลของการปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพและปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพในโรงพยาบาลสงขลานครินทร์.สงขลานครินทร์เวชสาร, 2554; 29; 39-49
9. ธารีทิพย์, สุธัญญา, และอรพิณ. โครงการอบรมการช่วยฟื้นคืนชีพ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์กระทรวงสาธารณสุข; 2549.
10. สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน สํานักงาน ก.พ. เอกสารประกอบการฝึกอบรม เรื่องการอบรม, ฝ่ายฝึกอบรม, กองวิชาการ, สํานักงาน ก.พ.; 2520.
11. สุภามาศ ผาติประจักษ์. ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ การรับรู้สมรรถนะของตนเองในการปฏิบัติการช่วยฟื้นชีวิตขั้นพื้นฐาน และความสามารถในการกดหน้าอก ในนักศึกษาพยาบาลระดับปริญญาตรี. วารสารพยาบาลสงขลานครินทร์, 2558; 35; 119-133.
12. สํานักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง.[Internet] Available form: http://thaincd.com/information-statistic/noncommunicable-disease-data.php?pn=2
13. อุรา แสงเงิน และคณะ. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรู้และทักษะในการช่วยฟื้นคืนชีพของพยาบาล โรงพยาบาลสงขลานครินทร์. วารสารพยาบาลสงขลานครินทร์, 2555; 32; 1-8.
14. อาชวัน วายวานนท์ และวินิต ทรงประทุม. การฝึกอบรมและพัฒนาผู้ปฏิบัติงานในรูประบบ เอกสารประกอบการฝึกอบรม หลักสูตรการบริหารงานฝึกอบรม. กรุงเทพฯ: สถาบันบัณฑิต พัฒน บริหารศาสตร์. 2523.
15. Broomfield, R. A quasi-experimental research to investigate the retention of basic cardiopulmonary resuscitation skills and knowledge by qualified nurse following a course in professional development. Journal of Advanced Nursing,
1996; 23, 1016-1023.
16. Go, A. S., Mozaffarian, D., Roger, V. L., Benjamin, E. J., Berry, J. D., Borden, W. B., Turner, M. B. Heart disease and stroke statistic - 2012 update a report from the American Heart Association. 2012; 125:e1001.
17. The American Heart Association Guidelines for Cardiopulmonary Resuscitation and Emergency Cardiovascular Care. Part 4: adult Basic Life Support. Circulation, 2015; 112: IV19-IV34.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของโรงพยาบาลนครพิงค์ จ.เชียงใหม่
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องบทความในวารสารวิชาการและวิจัยเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลนครพิงค์ และบุคลากรท่านอื่นๆในโรงพยาบาลฯ ความรับผิดชอบเกี่ยวกับบทความแต่ละเรื่องผู้เขียนจะรับผิดชอบของตนเองแต่ละท่าน
