การพัฒนารูปแบบการให้ข้อมูลสำหรับผู้ป่วยตรวจสวนหัวใจ โรงพยาบาลนครพิงค์

ผู้แต่ง

  • ดารณี โตวรกุล

คำสำคัญ:

การพัฒนารูปแบบการให้ข้อมูลผู้ป่วย, ผู้ป่วยตรวจสวนหัวใจ

บทคัดย่อ

การวิจัยเชิงพัฒนามีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการให้ข้อมูลสําหรับผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจสวนหัวใจและศึกษาผลลัพธ์ของการนํารูปแบบการให้ข้อมูลสําหรับผู้ป่วยตรวจสวนหัวใจไปใช้ในการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจสวนหัวใจ ในกลุ่มพยาบาลวิชาชีพที่ดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจสวนหัวใจ จํานวน 6 คน และผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจสวนหัวใจ จํานวน 60 คน ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2561 ถึง มกราคมพ.ศ.2562 แบ่งเป็น 4 ระยะดังนี้ระยะที่ 1 การวิเคราะห์สถานการณ์ระยะที่ 2 การ พัฒนารูปแบบการให้ข้อมูล ระยะที่ 3 การนํารูปแบบไปใช้ ระยะที่ 4 การประเมิน ผลลัพธ์ เครื่องมือที่ใช้1) เครื่องมือดําเนินการวิจัย ได้แก่ วีดีทัศน์การเตรียมความพร้อมในการตรวจสวนหัวใจ แผ่นพับการให้ความรู้ในการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจสวนหัวใจ 2) เครื่องมือเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยมาตรวัดความวิตกกังวลของผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจสวนหัวใจ แบบสอบถามความพึง
พอใจของพยาบาลและผู้ป่วย วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบ pair t- test และ chi-square ผลการศึกษา เกิดรูปแบบการให้ข้อมูลผู้ป่วย 2 รูปแบบ คือ 1) รูปแบบการให้ข้อมูลผู้ป่วยที่เข้ารับการตรวจสวนหัวใจแบบเร่งด่วน 2) รูปแบบการให้ข้อมูลแบบไม่เร่งด่วน ประกอบด้วย 1) ทีมบุคลากรที่ดูแลผู้ป่วยด้วยการให้ข้อมูลอย่างมีแบบแผน 2)เครื่องมือที่ใช้ในการให้ข้อมูล หรือสื่อการสอน และ 3) ระบบการนิเทศควบคุม กํากับการปฏิบัติตามรูปแบบผลลัพธ์ พบว่า พยาบาลวิชาชีพเห็นด้วยต่อรูปแบบการให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วยที่พัฒนาขึ้นในภาพรวมร้อยละ 100 ผู้ป่วยมีความพึงพอใจในภาพรวมร้อยละ 90 เปรียบเทียบระดับความวิตกกังวลก่อนและหลังการให้ข้อมูลตามรูปแบบ พบว่าระดับความวิตกกังวลหลังการได้รับข้อมูลลดลงอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (ก่อน = 6.38 ±1.12, หลัง = 2.17 ± 1.17, p <0.001) ด้านคุณภาพการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจสวนหัวใจ พบว่าอัตราการปฏิเสธการตรวจสวนหัวใจลดลงอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติจากร้อยละ12.20 เป็น 1.67 ,p = 0.025 อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการตรวจสวนหัวใจ ลดลงอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ จากร้อยละ13.94 เป็น3.00, p =0.003 ประกอบด้วย อัตราการเกิดเลือดออกจากแผลบริเวณขาหนีบลดลงจากร้อยละ 4.92 เป็น 1.20 อัตราการเกิดก้อนเลือดบริเวณขาหนีบลดลงจากร้อยละ 3.28 เป็น0.06
อัตราการเกิดอาการปวดหลังลดลงจากร้อยละ 5.74 เป็น 1.20 ผลการวิจัยสามารถนําไปใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพของรูปแบบการพยาบาลใน การให้ข้อมูลผู้ป่วยที่เข้ารับการตรวจสวนหัวใจ

เอกสารอ้างอิง

1. 1.กระทรวงสาธารณสุข. สํานักโรคไม่ติดต่อ. จํานวนและอัตราตายโรคไม่ติดต่อและการ บาดเจ็บประจําปีปฏิทิน พ.ศ. 2561 (ข้อมูล ณ 3 ก.พ. 60) สืบค้นจาก https://www.thaincd.com/informationstatistic/non-communicable-diseasedata.php เข้าถึงเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2561.
2. สํานักโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง กรมควบคุมโรค. รายงานประจําปี2557. สืบค้นจาก https://thaincd.com/document/file/download/paper-anual/annual2014.pdf .
3. สํานักนโยบายและยุทธศาสตร์สํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. จํานวนและอัตราตาย ด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจต่อแสนประชากร. ค้นเมื่อ 2 ธันวาคม 2560 จาก, https://thaincd.com/informationstatistic/ non-communicable-disease-data.php
4. ผ่องพรรณ อรุณแสง. การพยาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด. ขอนแก่น: คลังนานาวิทยา;2551.
5. Merriweather N, Sulzbach-Hoke LM. Managing risk of complications at femoral vascular access sites in percutaneous coronary intervention. Crit Care Nurse 2012; 32(15): 16-29.
6. Jamshidi N, Abbaszadeh A, Kalyani MN,Sharif F. Effectiveness of video information on coronary angiography patients ’outcomes.Collegian 2013; 20(3):153–9.
7. Rolley, J.X., Salamonson, Y., Wensley, C., Denison, C.R., & Davidson, P.M. Nursing clinical practice guidelines to improve care for people undergoing percutaneous coronary interventions. Australian critical care 2554; 24, 18-38.
8. Moradi, T., & Adib-Hajbaghery, M. The Effect of an intervention on State and Trait Anxiety Levels of Patients before and after Cardiac Catheterization. Journal of Applied Science and Agriculture, 2014; 9(1), 256-260.
9. Spielberger CD. Theory and research on anxiety. Anxiety and behavior. New York: Academic press; 1966.
10. Clark DA, Beck AT. Cognitive therapy of anxiety disorders: science and practice. New York: Guilford Press; 2011.
11. Buzatto LL, Zanei SSV. Patients’anxiety before cardiac catheterization. Einstien 2010; 8(4): 483–7.
12. Gavigan, A., Cain, C., & Carroll, D. Effects of Informational Sessions on Anxiety Precardiovascular Procedure. Clinical nursing research, 2013; 23(3), 281– 295.
13. จําเนียร พัฒนจักร และ วาสนา รวยสูงเนิน. ผลของการให้ข้อมูลเตรียมความพร้อมก่อนการตรวจสวนหลอดเลือดหัวใจต่อความวิตกกังวลและความร่วมมือในการตรวจ. วารสารและ พยาบาลศาสตร์เพื่อสุขภาพ, 2561; 14(3): 10- 19.
14. Chair SY, Chau MY, Sit JWH, Wong EML,Chan AWK. The psychological effects of a videotape educational intervention on cardiac catheterization patients. Contemp Nurse 2012;40(2): 225–33.
15. Abdollahzadeh, F., Moghaddasian, S., Rahmani, A., & Shahmari, M. Effect of video education on knowledge and satisfaction of patients undergoing coronary angiography, Iran J Crit Care Nurs, 2014; 7(3), 168-175.
16. ศูนย์ข้อมูลโรงพยาบาลนครพิงค์. ข้อมูลการรักษาผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดโรงพยาบาลนครพิงค์ปีงบประมาณ 2561. เชียงใหม่: โรงพยาบาลนครพิงค์; 2561.
17. Leventhal H, Johnson JE. Laboratory and fieldexperimental development of a theory of self-regulation. In P.J. Wooldridge. (Ed.).Behavioral science & nursing theory. United States: St. Louis Mo: Mosby; 1983. (189-255)
18. ศุภลักษณ์ พุทธรักษ์วิภาพร จันทร์ทักษิโณภาส และ พิมพ์พรรณ โอทองคํา. ผลของการให้ข้อมูลด้วยสื่อคอมพิวเตอร์ต่อความวิตกกังวลของผู้ปกครองผู้ป่วยเด็กที่เข้ารับการสวนหัวใจ. สงขลานครินทร์เวชสาร ปีที่25 ฉบับที่6 พ.ย.-ธ.ค. 2550. 501-509.
19. Wu, K. L., Chen, S. R., Ko, W. C., Kuo, S. Y., Chen, P. L., Su, H. F., & Chang, W. Y. The effectiveness of an accessibility‐enhanced multimedia informational educational programmer in reducing anxiety and increasing satisfaction of patients undergoing cardiac catheterization. Journal of clinical nursing, 2014; 23(13-14), 2063-2073.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2019-07-14

รูปแบบการอ้างอิง

โตวรกุล ด. (2019). การพัฒนารูปแบบการให้ข้อมูลสำหรับผู้ป่วยตรวจสวนหัวใจ โรงพยาบาลนครพิงค์. วารสารโรงพยาบาลนครพิงค์, 9(1). สืบค้น จาก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnkp/article/view/203205

ฉบับ

ประเภทบทความ

รายงานการวิจัย