การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกเพื่อป้องกันภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำ สาหรับผู้ป่วยศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลนครพิงค์
คำสำคัญ:
ป้องกันภาวะลิ่มเลือดอุดตัน แนวปฏิบัติการพยาบาลภาวะลิ่มเลือดอุดตันบทคัดย่อ
ภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำเป็นภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลัน ที่เป็นอันตรายแก่ชีวิตในผู้ปุวยศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ ซึ่งลดการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำได้หากมีแนวปฏิบัติการ พยาบาลทางคลินิกที่พัฒนาจากหลักฐานเชิงประจักษ์การวิจัยเชิงพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนา แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกเพื่อปูองกันภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำและความเป็นไปได้ในการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกนี้สำหรับผู้ปุวยศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลนครพิงค์โดยใช้กรอบแนวคิดที่ปรับปรุงจากสภาวิจัยด้านการแพทย์และสาธารณสุขแห่งชาติ ประเทศออสเตรเลีย คศ.1998 ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ผลการสังเคราะห์ หลักฐานเชิงประจักษ์ได้แนวปฏิบัติทางคลินิก นำไปทดลองใช้โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง คือ พยาบาลที่ปฏิบัติงานในหอผู้ปุวยออร์โธปิดิกส์จำนวน 38 คน ใน 4 หอผู้ปุวย วิเคราะห์ข้อมูลด้วย
ค่าความถี่และร้อยละ ผลการศึกษาการพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิก เพื่อปูองกันภาวะลิ่มเลือดอุดตัน หลอดเลือดดำสำหรับผู้ปุวยศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลนครพิงค์ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ การประเมินและคัดกรองความเสี่ยง การพยาบาลเพื่อปูองกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำและ การบันทึกการพยาบาล และพบว่า แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติที่ จะนำไปใช้ในหน่วยงานระดับมาก ร้อยละ 94.74 ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า แนวปฏิบัติ การ พยาบาลทางคลินิกที่พัฒนาขึ้นนี้สามารถนำไปใช้ในหอผู้ปุวยออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลนครพิงค์ในการ คัดกรองป้องกันความเสี่ยงการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำและพยาบาลสามารถประยุกต์ นำไปใช้ในผู้ป่วยอื่นที่เสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันได้
เอกสารอ้างอิง
pulmonary embolism: A practical guide to evaluation and improvement.Retrieved from
www.dvt.org.
2. Agency of Healthcare Research and Quality Preventing Hospital–Acquired Venous
Thromboembolism [AHRQ]. (2015). A guide effective quality improvement.Retrieved from
https://www.ahqr.gov.
3. Australia & New Zealand. (2015).Best practice guideline for Australia & New Zealand working party
on the management and prevent VTE,4th.ed. Retrieved from www.surgeons.org.
4. Piovella F, Wang CJ, Lu H, Lee K, Lee LH, Lee WC, etal .Deep-vein thrombosis rates after major
orthopedic surgery in Asia. An epidemiological study based on postoperative screening with
centrally adjudicated bilateral venography. Journal of Thrombosis and Haemostasis. 2005,3(12) :
2664-70.
5. Autar, R. The management of deep vein thrombosis: The Autar DVT Risk Assessment Scale revisited. Journal of Orthopaedic Nursing, 2003,7(3) :114-124.
6. National Health and Medical Research Council.[NHMRC] (2009) Clinical practice guideline for the
prevention of venous thromboembolism (deep vein thrombosis and pulmonary embolism) in
patient admitted to Australia hospitals..Retrieved from https://www.nhmrc.gov.
7. Scottish Intercollegiate Guidelines Network [SIGN] (2010).Prevention and management of venous
thromboembolism. A national clinical guideline. Edinburgh (Scotland): Scottish Intercollegiate
Guidelines Network .
8. ศูนย์ข้อมูลและสารสนเทศ โรงพยาบาลนครพิงค์. สถิติการบริการกลุ่มงานออร์โธปิดิกส์ปี2555-2557 ,2557
9. จุมพล วิลาศรัศมี.Venous Thromboembolism : under estimated Surgical Complications. ใน กฤษฎา รัตน
โอฬาร จักรพันธ์ เอื้อนรเศรษฐ์ ภาณุวัฒน์ เลิศสิทธิชัย และวีรพัฒน์ สุวรรณธรรมมา,บรรณาธิการ.ต าราศัลยศาสตร์
ประยุกต์ เล่ม4กรุงเทพฯ : ส านักพิมพ์กรุงเทพเวชสาร.;2551: หน้า 294-299.
10. พิกุล นันทชัยพันธ์. การประเมินคุณภาพด้านการน าไปใช้ของแนวปฏิบัติทางคลินิก. เอกสารประกอบการบรรยาย
การอบรม เรื่อง การปฏิบัติตามหลักฐานเชิงประจักษ์. จัดโดยกลุ่มงานพยาบาล โรงพยาบาลก าแพงเพชร.; 2549.
11. ฉวีวรรณ ธงชัย.การพัฒนาแนวปฏิบัติทางคลินิก. วารสารสภาการพยาบาล. 2548; 20 (2) :63-76.
12. สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข.เครื่องมือการประเมินคุณภาพ
แนวทางปฏิบัติส าหรับการวิจัยและการประเมินผล(Apprisal of guideline for research & Evaluation II;AGREE
II) ; 2556.
13. Rowswell, H., & Law, C. Reducing patients risk of venous thromboembolism. Nursing Times
2011; 107(14):12-14.
14. National Institute for Health and Clinical Excellence. (2010).Risk assessment for
venousthromboembolism (VTE). Retrieved from https://www.nice.org.uk/guidance/CG92.
15. Hairon, N. New risk assessment tool aims to help nurses prevent VTE. Nursing Times 2008 ; 104
(39): 23-25.
16. พรทิพย์ สาริโส และเกศรินทร์ อุทริยะประสิทธิ์.การประยุกต์ใช้หลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อปูองกันหลอดเลือดด าอุดกั้น
ในผู้ปุวยอายุรกรรม- ศัลยกรรม .วารสารพยาบาลศาสตร์2546;29 (2): 27-36.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของโรงพยาบาลนครพิงค์ จ.เชียงใหม่
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องบทความในวารสารวิชาการและวิจัยเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลนครพิงค์ และบุคลากรท่านอื่นๆในโรงพยาบาลฯ ความรับผิดชอบเกี่ยวกับบทความแต่ละเรื่องผู้เขียนจะรับผิดชอบของตนเองแต่ละท่าน
