ลักษณะทางคลินิกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการกลับมารักษาซ้ำภายใน 30 วัน ของผู้ป่วยประคับประคอง โรงพยาบาลชุมแพ จังหวัดขอนแก่น
คำสำคัญ:
การดูแลแบบประคับประคอง, การกลับมารักษาซ้ำในโรงพยาบาล, ลักษณะทางคลินิก, การติดตามดูแลต่อเนื่อง, สมรรถนะการดูแลตนเองบทคัดย่อ
การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางคลินิกและปัญหาสุขภาพ สัดส่วนการกลับมารักษาซ้ำภายใน 30 วัน และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการกลับมารักษาซ้ำภายใน 30 วัน หลังจำหน่ายของผู้ป่วยประคับประคอง โรงพยาบาลชุมแพ จังหวัดขอนแก่น โดยทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยประคับประคองทั้งหมด 315 ราย ที่ลงทะเบียนในช่วงวันที่ 1 มกราคม 2566 ถึง 31 สิงหาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วย Multiple Logistic Regression นำเสนอค่า Adjusted Odds Ratio (aOR) พร้อม 95% CI
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง 161 ราย (ร้อยละ 51.11) อายุเฉลี่ย 68.62 ปี (S.D.±13.56 ปี) วินิจฉัยโรคไม่ใช่มะเร็ง 198 ราย (ร้อยละ 62.86) มีโรคร่วม 261 ราย (ร้อยละ 82.86) สมรรถนะการดูแลตนเองแรกรับ มีค่ามัธยฐาน ร้อยละ 50 อาการที่พบบ่อยที่สุดคือ เหนื่อยอ่อนเพลีย 306 ราย (ร้อยละ 97.14) ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อย ได้แก่ เกลือแร่ในเลือดผิดปกติ 204 ราย (ร้อยละ 64.76) และปอดติดเชื้อ 129 ราย (ร้อยละ 40.95) พบสัดส่วนการกลับมารักษาซ้ำภายใน 30 วัน 179 ราย (ร้อยละ 56.83, 95% CI: 51.27 to 62.21) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการกลับมารักษาซ้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 4 ปัจจัย ดังนี้ ปัจจัยป้องกัน 3 ปัจจัย ได้แก่ สมรรถนะการดูแลตนเองแรกรับ (PPS) ระดับ 40–60% (aOR = 0.22; 95% CI: 0.12 to 0.41) และระดับ ≥70% (aOR = 0.11; 95% CI: 0.04 to 0.32) การมาติดตามดูแลต่อเนื่องที่โรงพยาบาล (aOR = 0.30; 95% CI: 0.18–0.51) และการติดตามดูแลต่อเนื่องที่บ้าน (aOR = 0.58; 95% CI: 0.34 to 0.98) และปัจจัยเสี่ยง 1 ปัจจัย คือ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (aOR = 2.44; 95% CI: 1.26 to 4.71)
การที่สัดส่วนการกลับมารักษาซ้ำภายใน 30 วันสูงถึงร้อยละ 56.83 ซึ่งสูงกว่ารายงานในประเทศไทยและต่างประเทศ ควรพัฒนาระบบติดตามผู้ป่วยหลังจำหน่ายทั้งที่โรงพยาบาลและที่บ้านอย่างเป็นระบบ ประเมินสมรรถนะการดูแลตนเองของผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอเพื่อวางแผนการดูแลเชิงรุก และป้องกันการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะจากสายสวนปัสสาวะ เพื่อลดการกลับมารักษาซ้ำของผู้ป่วยระยะท้ายที่มีการรักษาแบบประคับประคอง
เอกสารอ้างอิง
World Health Organization. Palliative care [Internet]. 2023 [cited 2024 Dec 12]. Available from: https://www.who.int/europe/news-room/fact-sheets/item/palliative-care.
Goswami P. Advance care planning and end-of-life communications: practical tips for oncology advanced practitioners. J Adv Pract Oncol 2021; 2(1):89-95. doi: 10.6004/jadpro.2021.12.1.7.
Sheridan PE, LeBrett WG, Triplett DP, Roeland EJ, Bruggeman AR, Yeung HN, et al. Cost savings associated with palliative care among older adults with advanced cancer. Am J Hosp Palliat Care 2021;38(10):1250-7. doi: 10.1177/1049909120986800.
Zaborowski N, Scheu A, Glowacki N, Lindell M, Battle-Miller K. Early palliative care consults reduce patients' length of stay and overall hospital costs. Am J Hosp Palliat Care 2022;39(11):1268-73. doi: 10.1177/10499091211067811.
ชุติมา เทียนทอง, ศรีเวียง ไพโรจน์กุล, ปาริชาติ เพียสุพรรณ์. การกลับมารักษาซ้ำในโรงพยาบาลของผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง ศูนย์การุณรักษ์ โรงพยาบาลศรีนครินทร์. ศรีนครินทร์เวชสาร 2564;36(4):469-73.
ปริญ มั่นเข็มทอง. สาเหตุของการกลับมารักษาซ้ำในโรงพยาบาลของผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง. พุทธชินราชเวชสาร 2566;40(1):48-54.
Cao T, Johnson A, Coogle J, Zuzelski A, Fitzgerald S, Kapadia V, et al. Incidence and characteristics associated with hospital readmission after discharge to home hospice. J Palliat Med 2020;23(2):233-9. doi: 10.1089/jpm.2019.0246.
Gamblin V, Prod'homme C, Lecoeuvre A, Bimbai AM, Luu J, Hazard PA, et al. Home hospitalization for palliative cancer care: factors associated with unplanned hospital admissions and death in hospital. BMC Palliat Care 2021;20(1):24. doi: 10.1186/s12904-021-00720-7.
Singh J, Grov EK, Turzer M, Stensvold A. Hospitalizations and re-hospitalizations at the end-of-life among cancer patients; a retrospective register data study. BMC Palliat Care 2024;23(1):39. doi: 10.1186/s12904-024-01370-1.
ณัฏฐณิชา นพรัตน์, ญาณี โชคสมงาม, ชนกพร บัวชุม, รอยพิมพ์ เลิศวิริยานันท์, วิชุดา จิรพรเจริญ. การศึกษาอุบัติการณ์และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการกลับมารักษาซ้ำในโรงพยาบาลภายใน 30 วันของผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative care) ของโรงพยาบาลสันทราย จังหวัดเชียงใหม่. วารสารระบบบริการปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัว 2566;6(1):33-42.
ทิวา อินต๊ะวงศ์, ฉันทวัฒน์ สุทธิพงษ์, พัชราภรณ์ อินต๊ะวงศ์. อุบัติการณ์และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการกลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำภายใน 30 วัน ของผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคองในโรงพยาบาลดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่. วารสารโรงพยาบาลนครพิงค์ 2567;15(2):296-306.
กฤษณาพร เถื่อนโทสาร. ระบบดี-ปรึกษาไว แค่ปลายนิ้ว: การพัฒนาระบบรับปรึกษาการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายแบบประคับประคอง. ใน: สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน), บรรณาธิการ. การประชุมวิชาการ HA National Forum ครั้งที่ 25; 18-21 มีนาคม 2568; เมืองทองธานี, นนทบุรี. นนทบุรี: สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน); 2568.
Riley RD, Snell KIE, Ensor J, Burke DL, Harrell FE Jr, Moons KGM, et al. Minimum sample size for developing a multivariable prediction model: Part II binary and time-to-event outcomes. Stat Med 2019;38(7):1276-96.doi: 10.1002/sim.7992.
Weissman DE. Syndrome of Imminent Death [Internet]. 2024 [cited 2024 Dec 12]. Available from: https://www.mypcnow.org/fast-fact/syndrome-of-imminent-death/.
กระทรวงสาธารณสุข กรมการแพทย์. คู่มือการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองและระยะท้าย (สำหรับบุคลากรการแพทย์). นนทบุรี: สำนักงานกิจการโรงพิมพ์ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์; 2563.
ณัฐชญา บัวละคร. Training of the trainers in palliative care module 1 palliative care concept and assessment. ขอนแก่น: คลังนานาวิทยา; 2560.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ความรับผิดชอบ
บทความที่ลงพิมพ์ในวารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 ขอนแก่น ถือเป็นผลงานทางวิชาการหรือวิจัย และวิเคราะห์ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ใช่ความเห็นของวารสารสำนักงาน ป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น หรือ ของกองบรรณาธิการแต่ประการใด ผู้เขียนต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง
ลิขสิทธ์บทความ
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์จะถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักงานป้องกันตวบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น
