การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ โดยชุมชนมีส่วนร่วมโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลซำยาง อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น
คำสำคัญ:
ผู้ป่วยเบาหวาน, ความรอบรู้ด้านสุขภาพ, พฤติกรรมสุขภาพ, การดูแลโดยชุมชน, โปรแกรม 4 ก.ควบคุมเบาหวานบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา เพื่อศึกษาสถานการณ์ ปัญหา และความต้องการในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ และเพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ รวมทั้งประเมินผลการใช้รูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ โดยชุมชนมีส่วนร่วมในพื้นที่ตำบลซำยาง อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง 1 เมษายน 2567 กลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน จำนวน 94 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง กลุ่มสนทนากลุ่ม จำนวน 15 คน ประกอบด้วยกลุ่มตัวแทนผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลซำยาง และเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบงาน NCDs โรงพยาบาลสีชมพู และกลุ่มทดลองใช้รูปแบบ คือ ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ จำนวน 30 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติพรรณนาด้วยจำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติ Paired t-test เพื่อการเปรียบเทียบความรอบรู้ก่อนและหลัง กำหนดระดับนัยสําคัญที่ 0.05 และข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการศึกษา พบว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 56.38 มีอายุเฉลี่ย 58.7 ปี S.D.±8.4 และมีระยะเวลาป่วยเฉลี่ย 7.2 ปี และค่าระดับ HbA1c เฉลี่ย 8.9 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ โดยชุมชนมีส่วนร่วม เกิดรูปแบบ “โปรแกรม 4 ก. ควบคุมเบาหวาน: กระตุ้นความรอบรู้-การกิน-กิจกรรมทางกาย-กัลยาณมิตร” เปรียบเทียบก่อนและหลังดำเนินกิจกรรมตามรูปแบบ ผู้ป่วยเบาหวานมีความรอบรู้ด้านสุขภาพแตกต่างกัน 16.0 (95%CI: 12.27-19.73) แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p-value <0.001 พฤติกรรมสุขภาพแตกต่างกัน 5.40 (95%CI: 20.97-22.43) แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p-value <0.001 ระดับน้ำตาลสะสมในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานมีความแตกต่างกัน 1.40 (95%CI: 1.01-1.79) แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p-value <0.001 มีความพึงพอใจต่อรูปแบบในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( =3.59, S.D.±1.04)
ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่ง่ายขึ้น การสร้างเครือข่ายสนับสนุน และระบบติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาความรอบรู้และพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความพึงพอใจต่อรูปแบบ เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชนช่วยให้รูปแบบฝังอยู่ในวิถีชีวิตจริงทำให้ผลลัพธ์มีแนวโน้มยั่งยืน
เอกสารอ้างอิง
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.รายงานประจำปี 2565 กองโรคไม่ติดต่อ. กรุงเทพมหานคร: อักษรกราฟฟิคแอนด์ดีไซน์; 2565.
International Diabetes Federation. IDF Diabetes Atlas Seventh Edition [Internet]. 2015 [cited 2024 Jan 6]. Available form: https://diabetesatlas.org/resources/previous-editions/.
สุปรียา เสียงดัง. พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ 2560; 4(1): 191–204.
ขวัญเรือน ก๋าวิตู, ชนิดา มัททวางกูร. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานที่อาศัยในชุมชนรอบมหาวิทยาลัยสยาม. วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม 2562; 20(38): 82-95.
กิเริ่น โซนี่, นลวันท์ เชื้อเมืองพาน, ภัทรี มณีรัตน์, อรทัย มหาวงศ์นันท์. ผลของการให้ความรู้โรคเบาหวานแก่ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นรายกลุ่มเทียบกับรายบุคคล ณ หน่วยบริการปฐมภูมิและคลินิกเบาหวานโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์. เชียงรายเวชสาร 2560; 9(2): 19-28.
ลักษณา พงษ์ภุมมา, ศุภรา หิมานันโต. ความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ตำบลบางทราย อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี. วารสาร มฉก.วิชาการ 2560; 20(40): 67-76.
โรงพยาบาลสีชมพู. รายงานสถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรังโรงพยาบาลสีชมพู; 2566. (เอกสารอัดสำเนา)
Ryan P, Sawin KJ. The individual and family self-management theory: background and perspectives on context, process, and outcomes. Nurs Outlook 2009; 57(4): 217–25.e6. doi: 10.1016/j.outlook.2008.10.004.
Glasgow RE, Funnell MM, Bonomi AE, Davis C, Beckham V, Wagner EH. Self-management aspects of the improving chronic illness care breakthrough series: implementation with diabetes and heart failure teams. Ann Behav Med 2002; 24(2): 80-7. doi: 10.1207/S15324796ABM2402_04.
Wagner EH, Austin BT, Davis C, Hindmarsh M, Schaefer J, Bonomi A. Improving chronic illness care: translating evidence into action. Health Aff (Millwood) 2001; 20(6): 64-78. doi: 10.1377/hlthaff.20.6.64.
Norris SL, Lau J, Smith SJ, Schmid CH, Engelgau MM. Self-management education for adults with type 2 diabetes: a meta-analysis of the effect on glycemic control. Diabetes Care 2002; 25(7): 1159-71. doi: 10.2337/diacare.25.7.1159.
กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ. โปรแกรมสุขศึกษาเพื่อการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ ตามหลัก 2อ. (อาหาร ออกกำลังกาย) ในการป้องกันโรคเบาหวานและโรคความดัน โลหิตสูงสำหรับวัยทำงาน. นนทบุรี: กองสุขศึกษา; 2561.
Nutbeam D. Health literacy as a public health goal: A challenge for contemporary health education and communication strategies into the 21st century. Health Promotion International 2000; 15(3):259–67. doi: org/10.1093/heapro/15.3.259.
Gibson CH. The process of empowerment in mothers of chronically ill children. J Adv Nurs 1995; 21(6): 1201–10. doi: 10.1046/j.1365-2648.1995.21061201.x.
พวงเพชร เหล่าประสิทธิ์. การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ของโรงพยาบาลชุมชนและเครือข่าย. วารสารวิชาการแพทย์เขต11 2566; 37(1): 29-45.
เจษฎา บุญญานุภาพพงศ์, ภูวดล พลพวก, ฐาปนันทน์ อมรางกูร, ศิระ ปานแย้ม, นิภาวรรณ เนินเพิ่มพิสุทธิ์. การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ โดยใช้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพและระบบเทคโนโลยีการแพทย์ทางไกล. วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข 2568; 19(2): 117-46.
World Health Organization, United Nations Children’s Fund (UNICEF). Community-based health care, including outreach and campaigns, in the context of the COVID-19 pandemic. Geneva: WHO Press; 2020.
Arnstein SR. A ladder of citizen participation. Journal of the American Institute of Planners 1969; 35(4): 216–24. doi: 10.1080/01944366908977225.
Karazivan P, Dumez V, Flora L, Pomey MP, Del Grande C, Ghadiri DP, et al. The patient-as-partner approach in health care: a conceptual framework for a necessary transition. Acad Med 2015; 90(4): 437–41. doi: 10.1097/ACM.0000000000000603.
Fisher EB, Boothroyd RI, Coufal MM, Baumann LC, Mbanya JC, Rotheram-Borus MJ, et al. Peer support for self-management of diabetes improved outcomes in international settings. Health Aff (Millwood) 2012; 32(1): 130–9. doi: 10.1377/hlthaff.2011.0914.
วันเพ็ญ นาสอนใจ. การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ โรงพยาบาลชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์. วารสารวิชาการแพทย์เขต 11 2561; 32(2): 1005-13.
สุนันทา ทุมวงศ์. การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ โรงพยาบาลนาวังเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดหนองบัวลำภู. วารสารโรงพยาบาลหนองคาย 2567; 1(2024): J2024-90.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ความรับผิดชอบ
บทความที่ลงพิมพ์ในวารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 ขอนแก่น ถือเป็นผลงานทางวิชาการหรือวิจัย และวิเคราะห์ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ใช่ความเห็นของวารสารสำนักงาน ป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น หรือ ของกองบรรณาธิการแต่ประการใด ผู้เขียนต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง
ลิขสิทธ์บทความ
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์จะถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักงานป้องกันตวบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น
