ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการป้องกันควบคุมโรคติดต่อของผู้ดูแลเด็ก ระหว่างรูปแบบการสอนรายบุคคลด้วยหลักการสิ่งแวดล้อมศึกษา กับรูปแบบการสอนแบบบรรยายกลุ่มใหญ่

ผู้แต่ง

  • ไมลา อิสสระสงคราม Institute for Urban Disease Control and Prevention
  • ทัศนีย์ บุญประคอง Faculty of Environment, Kasetsart University
  • เกษม จันทร์แก้ว Faculty of Environment, Kasetsart University

คำสำคัญ:

การสอนแบบรายบุคคล, สิ่งแวดล้อมศึกษา, การป้องกันควบคุมโรคติดต่อ

บทคัดย่อ

การวิจัยกึ่งทดลองเพื่อเปรียบเทียบความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการป้องกันควบคุมโรคติดต่อของผู้ดูแลเด็กระหว่างรูปแบบการสอนแบบรายบุคคลด้วยหลักการสิ่งแวดล้อมศึกษา กับรูปแบบการสอนแบบบรรยายกลุ่มใหญ่ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน 2 แห่ง ที่ตั้งอยู่ใน    เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร แบ่งเป็นกลุ่มทดลองใช้รูปแบบการสอนแบบรายบุคคลจำนวน 33 คน  และกลุ่มเปรียบเทียบใช้รูปแบบการสอนแบบบรรยายกลุ่มใหญ่ จำนวน 34 คน ระยะเวลาในการทดลอง 6 สัปดาห์ และติดตามผล 4 สัปดาห์ 

          ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองในระยะหลังการทดลองและระยะติดตามผล มีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรมการดูแลสุขภาพ และพฤติกรรมการบริหารจัดการ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value <0.001) ยกเว้นพฤติกรรมการดูแลสภาพแวดล้อม (p-value = 0.064) เมื่อเปรียบเทียบผลที่เกิดขึ้นระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มเปรียบเทียบในระยะหลังการทดลองและระยะติดตามผล พบว่ากลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรมการดูแลสุขภาพ และพฤติกรรมการดูแลสภาพแวดล้อมสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value <0.05) ยกเว้นพฤติกรรมการบริหารจัดการในระยะติดตามผลที่กลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.185)  จากผลการทดลองจึงสรุปว่า การจัดหลักสูตรอบรมเกี่ยวกับการป้องกันควบคุมโรคติดต่อในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนแก่ผู้ดูแลเด็กที่ไม่มีพื้นฐานความรู้ทางด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุขมาก่อน ควรจัดให้มีการสอนแบบรายบุคคลจะเกิดผลสัมฤทธิ์มากกว่าการสอนแบบบรรยายกลุ่มใหญ่ เนื่องจากผู้ดูแลเด็กแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันทั้งทางด้านคุณวุฒิ  วัยวุฒิ และสติปัญญา ส่งผลให้พฤติกรรมการเรียนรู้แสดงออกมาในลักษณะที่ต่างกันตามศักยภาพของแต่ละบุคคล

Downloads

Download data is not yet available.

Downloads

เผยแพร่แล้ว

2018-12-24

ฉบับ

บท

บทความวิจัย