ผลของโปรแกรมการให้ความรู้เรื่องเพศตามหลัก PLISSIT ต่อความรู้ การปฏิบัติตัว และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย STEMI ในห้องผู้ป่วยหนักโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี
คำสำคัญ:
ความรู้เรื่องเพศตามหลัก PLISSIT , ผู้ป่วย STEMI , ความรู้การปฏิบัติตัว , คุณภาพชีวิตบทคัดย่อ
ความเป็นมา: กล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือดชนิด ST-segment ยกสูง แม้รักษาด้วยการสวนหลอดเลือดหัวใจและทำบอลลูนและใส่ขดลวดหัวใจ (Percutaneous Coronary Intervention: PCI) จะช่วยเพิ่มอัตรารอดชีวิต แต่ผู้ป่วยมีความวิตกกังวลและขาดความมั่นใจในการกลับไปมีกิจกรรมทางเพศ ขณะที่การให้คำแนะนำด้านเพศในโปรแกรมฟื้นฟูหัวใจยังมีจำกัด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของโปรแกรมให้ความรู้ด้านสุขภาพทางเพศที่ใช้แบบจำลอง PLISSIT ต่อความรู้เรื่องเพศและพฤติกรรมปฏิบัติ และคุณภาพชีวิตในผู้ป่วย STEMI (ST-Elevation Myocardial Infarction: STEMI)
วิธีดำเนินการวิจัย: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วย STEMI ที่ได้รับการรักษาด้วย PCI และเตรียมจำหน่ายจากห้องผู้ป่วยหนักโรคหัวใจและหลอดเลือด 1 และ 2 โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี โดยการสุ่มแบบจับฉลากโดยไม่ใส่คืน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความรู้และการปฏิบัติตัวเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ แบบประเมินการทำหน้าที่ทางเพศ ด้านร่างกาย จิตใจ ความคิด และความพึงพอใจ ภายหลังให้โปรแกรมการให้คำปรึกษาตามหลัก PLISSIT รวมถึงแบบติดตามผลหลังจำหน่าย 4 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยสถิติ t-test
ผลการวิจัย: ภายหลังได้รับโปรแกรมการให้ความรู้เรื่องเพศตามหลัก PLISSIT กลุ่มทดลองมีคะแนน ด้านความรู้ การปฏิบัติตัว และคุณภาพชีวิตสูงกว่าก่อนทดลองและสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) สะท้อนให้เห็นว่าโปรแกรมช่วยส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจ และการปรับตัวหลังจำหน่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สรุป: โปรแกรมการให้ความรู้เรื่องเพศตามหลัก PLISSIT ในผู้ป่วย STEMI ที่ได้รับการสวนหลอดเลือดหัวใจหลังทำ PCI ช่วยเพิ่มความรู้และพฤติกรรมด้านเพศสัมพันธ์ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น สามารถกลับไปใช้ชีวิตและดูแลตนเองได้อย่างเหมาะสม
เอกสารอ้างอิง
จิรพงษ์ ศรีเทพ, นรลักขณ์ เอื้อกิจ. การทำหน้าที่ทางเพศในผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันเพศชายภายหลังได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจ: กรณีศึกษา. วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการพยาบาล 2566;34:265–77.
จิรพงษ์ ศรีเทพ, นรลักขณ์ เอื้อกิจ. วิธีการส่งเสริมการทำหน้าที่ทางเพศในผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจภายหลังขยายหลอดเลือดหัวใจ: การทบทวนอย่างเป็นระบบ. พยาบาลสาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2566;50:14–25.
ชัญญา อุทัศสิริพานิช, นรลักขณ์ เอื้อกิจ. ปัจจัยทำนายพฤติกรรมทางเพศของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย. วารสารการพยาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจและทรวงอก 2566;22:33–43
ณาตยา โสนน้อย, อุษาวดี อัศดรวิเศษ, ประภาพรรณ ปุ่นอุดม, นงนุช เตชะวีรากร, เสรี สิงหถนัดกิจ. ผลของการบูรณาการสหสาขาวิชาชีพติดตามผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจด้วยโปรแกรม Telehealth ต่อความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน การกลับเข้านอนโรงพยาบาลซ้ำ และความพึงพอใจของทีมสหสาขาวิชาชีพ. วารสารพยาบาลโรคหัวใจและทรวงอก 2565;33:84–99.
เตือนใจ โพธิ์ประดับ. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการทำหน้าที่ทางเพศของผู้ป่วยชายที่มีภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันภายหลังการขยายหลอดเลือดหัวใจ. วารสารพยาบาลศาสตร์ 2566;41:93–107.
บุญมี ภูด่านงัว. ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่าน: การประยุกต์ใช้ในการพยาบาลครอบครัว. วารสารสภาการพยาบาล 2556;28:107–19.
ประภาพร ดองโพธิ์, นรลักขณ์ เอื้อกิจ. ปัจจัยทำนายกิจกรรมทางเพศของผู้ป่วยภาวะหัวใจวาย. วารสารพยาบาลทหารบก 2558;15:304–16
ประพัฒน์สินี ประไพวงษ์. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตในผู้หญิงที่ได้รับการล้างไตทางช่องท้องแบบต่อเนื่อง. วารสารพยาบาลมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ 2558;7:37–48.
ปิยะ ศักดิ์เจริญ. ทฤษฎีการเรียนรู้ผู้ใหญ่และแนวคิดการเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเอง: กระบวนการเรียนรู้เพื่อการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต. วารสารพยาบาลทหารบก 2558;16:8–13.
เพ็ญจันทร์ แสนประสาน, ดวงกมล วัตราดุล, นวรัตน์ สุทธิพงศ์. การวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาโรคหลอดเลือดโคโรนารีย์ผ่านสายสวน: มุมมองของผู้ป่วยสูงอายุโรคหัวใจขาดเลือดและญาติผู้ดูแล. วารสารพยาบาลโรคหัวใจและทรวงอก 2560;28:142–53.
พรรษา บุญเรือง, นรลักขณ์ เอื้อกิจ. ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการทำหน้าที่ทางเพศของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายหลังได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจ. วารสารแพทย์นาวี 2563;47:126–42.
ยุพเยาว์ พุ่มพวง. การให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพทางเพศของออสโตเมท. รายงานการอบรมหลักสูตรการดูแลผู้ป่วยบาดแผล ออสโตมี และควบคุมการขับถ่ายไม่ได้. กรุงเทพฯ: โรงพยาบาลศิริราช; 2549.
เยาวพา วรรณแก้ว, พรรณพิไล ศรีอาภรณ์, จันทรรัตน์ เจริญสันติ. ความวิตกกังวล สัมพันธภาพระหว่างคู่สมรส และความบกพร่องทางเพศในสตรีหลังคลอด. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ 2562;37:230–39.
วันปณิธาน สุดเสน่หา. ภาวะพร่องฮอร์โมนเพศชายในผู้ป่วยชายไทยที่มีการบาดเจ็บไขสันหลังเรื้อรังในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า. เวชศาสตร์ฟื้นฟูสาร 2558;25:71–5.
วิภาวรรณ ทองเทียม. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการทำกิจกรรมทางกายของผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด: การสังเคราะห์งานวิจัยในประเทศไทย 2559;8:34–43.
วินิตย์ หลงละเลิง. เพศสัมพันธ์ในผู้ป่วยโรคหัวใจ. วารสารโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 2561;3:81–9.
ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. คู่มือการฟื้นฟูหัวใจ. ขอนแก่น: คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น; 2561.
สมาคมโรคหัวใจแห่งประเทศไทย. แนวทางการปฏิบัติมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจ. กรุงเทพฯ: สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย; 2553.
อุษาวดี อัศดรวิเศษ. เครื่องมือวัดการทำหน้าที่ทางเพศ. วารสารพยาบาลศาสตร์ 2558;33:1–12.
Rosen R, Brown C, Heiman J, Leiblum S, Meston C, Shabsigh R, et al. The Female Sexual Function Index (FSFI): a multidimensional self-report instrument for the assessment of female sexual function. J Sex Marital Ther 2000;26:191-08. doi: 10.1080/009262300278597.
Taylor B, Davis S. Using the extended PLISSIT model to address sexual healthcare needs. Nurs Stand. 2006;21:35-40. doi: 10.7748/ns2006.11.21.11.35.c6382.
Cohen J. A coefficient of agreement for nominal scales. Educ Psychol Meas 1960;20:37-46. doi: 10.1177/001316446002000104.
Landis JR, Koch GG. The measurement of observer agreement for categorical data. Biometrics 1977;33:159-74.
Steinke EE, Jaarsma T, Barnason SA, Byrne M, Doherty S, Dougherty CM, et al. Council on cardiovascular and stroke nursing of the American heart association and the esc council on cardiovascular nursing and allied professions (CCNAP). Sexual counselling for individuals with cardiovascular disease and their partners: a consensus document from the American Heart Association and the ESC Council on Cardiovascular Nursing and Allied Professions (CCNAP). Eur Heart J. 2013;34:3217-35. doi: 10.1093/eurheartj/eht270.
Ambrosetti M, Abreu A, Corrà U, Davos CH, Hansen D, Frederix I, et al. Secondary prevention through comprehensive cardiovascular rehabilitation: From knowledge to implementation. 2020 update. A position paper from the Secondary Prevention and Rehabilitation Section of the European Association of Preventive Cardiology. Eur J Prev Cardiol 2021;28:460-95. doi: 10.1177/2047487320913379.
Lindau ST. Sexual activity and function in the year after an acute myocardial infarction among younger women and men in the U.S. and Spain. JAMA Cardiol 2016;1:754-64. doi: 10.1001/jamacardio.2016.2362.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ และคณาจารย์ท่านอื่นๆ ในวิทยาลัยพยาบาลฯ ความรับผิดชอบเกี่ยวกับบทความแต่ละเรื่องผู้เขียนจะรับผิดชอบของตนเอง
